----------------------------
หลังจากที่กราบนมัสการท่านและแนะนำตนเองแล้ว
คณะแพทย์ก็เริ่มต้นซักประวัติอาพาธโดยละเอียดอีกครั้ง
ท่านอาจารย์พุทธทาสเองก็พยายามตอบพวกเราโดยละเอียด ท่วงท่าของท่านในระหว่างนั้น
ดูสงบ แต่ก็ยังเห็นว่ามีอาการหอบเหนื่อยชัดเจน ต้องหยุดพักหายใจเป็นช่วงๆ
ไม่สามารถพูดตอบคำถามเราได้ติดต่อกันยาวๆ เมื่อกราบเรียนถามเสร็จ
เราก็เริ่มตรวจร่างกายท่านอย่างละเอียด โดยเฉพาะในระบบที่เกี่ยวข้อคือปอดและหัวใจ
ผลของการตรวจนั้นก็เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ คือท่านอาพาธหนัก
สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจคือสีหน้าและท่าทางของท่านอาจารย์นั้น
ไม่ได้สัดส่วนกันกับอาการอาพาธที่เราตรวจพบ คือในผู้ป่วยธรรมดา
โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากขนาดนี้ (๘๕ ปี) หากเจ็บป่วยขนาดที่เราตรวจพบในท่านอาจารย์
ผู้ป่วยจะต้องแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางว่าเจ็บป่วยอย่างชัดเจนกว่านี้
แต่ท่านอาจารย์นั้น เราสังเกตการอาพาธของท่านได้จากการหอบเหนื่อย
น้ำเสียงที่อ่อนแรง และสีหน้าที่อิดโรย โดยที่ท่วงท่ายังดูสงบ
ผมยังไม่เคยเห็นการแสดงออกของผู้ป่วยแบบนี้มาก่อน เพราะคนทั่วไปนั้น
ความเจ็บป่วยเป็นความทุกข์ ความน่ารำคาญและความน่าเบื่อ
ยิ่งเจ็บป่วยมากก็ยิ่งทุกข์มาก และแสดงให้เห็นมาก
แต่ผู้ป่วยที่ผมตรวจรักษาอย่างคราวนี้
ดูจากอาการที่ท่าแสดงออกแล้วผมรู้สึกว่าความเจ็บป่วยดูจะเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญไม่ใช่เรื่องทุกข์เรื่องร้อนอะไรเลย
นี่คือความแปลกที่ผมยังไม่เคยพบมาก่อน
ในตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าตนเองจะได้พบกับทัศนะแปลกๆ
ที่ยิ่งไปกว่านี้อีกในขั้นตอนต่อๆ ไปของการถวายการรักษาคราวนั้น
เมื่ออาจารย์ประดิษฐ์ ปัญจะวีณิน อายุรแพทย์โรคหัวใจ
โรงพยาบาลศิริราช
ขอนิมนต์ท่านอาจารย์ให้เข้ารักษาในโรงพยาบาลซึ่งมีอุปกรณ์การรักษาที่พรักพร้อม
ท่านอาจารย์ก็ตอบกลับอย่างนุ่มนวลว่า ท่านอยากให้ทำการรักษาอยู่ที่วัดจะเหมาะสมกว่า
ท่านบอกว่า "อาตมาอยากให้การอาพาธ
และการดูแลรักษานั้นเป็นไปแบบธรรมชาติธรรมดาๆ
เหมือนกับการอาพาธของพระสงฆ์ทั่วไปในสมัยพุทธกาล" และ "ขอใช้แผ่นดินนี้เป็นโรงพยาบาล"
นั่นคือ
ท่านอาจารย์มิได้ต้องการจะให้ถวายการรักษาด้วยการใช้เครื่องมืออันทันสมัยมากมายอย่างที่เรากราบเรียนท่าน
ว่ามีเพียบพร้อมในโรงพยาบาล หากต้องการรับการรักษาเท่าที่แพทย์จะทำได้
ภายใต้ข้อจำกัดของสถานที่ซึ่งมิใช้โรงพยาบาล เมื่อเข้าใจความประสงค์ของท่านแล้ว
ผมก็รู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที
ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว ผมควรจะโกรธหรือไม่พอใจกับผู้ป่วย
ที่ทำให้ผมต้องอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจ และหนักใจเช่นนี้ แต่เวลานั้น
ผมรู้สึกว่าตนเองไม่ได้คิดอะไรไปในทำนองไม่พอใจ ทัศนะและท่าทีของท่านอาจารย์เลย
แม้ผมจะคิดแบบแพทย์สมัยใหม่ทั่วไปว่า ทัศนะของท่านอาจารย์นั้นเป็นการฝืนโลก
หรือหากจะว่ากันตรงๆ ที่สุดเลยก็คือ "ดันทุรัง" เพราะแพทย์ย่อมรู้สึกว่า
ตนเองเป็นผู้มาช่วย เป็นผู้ปรารถนาดี อยากจะทำให้คนเจ็บคลายและหายจากความเจ็บป่วย
แต่ท่านอาจารย์กลับปฏิเสธ
กรณีของท่านอาจารย์นั้น ท่านปฏิเสธด้วยท่าทีอันสงบและนุ่มนวล
และมิได้มีท่าทีของการตั้งข้อเรียกร้อง
หรือเชิงตั้งแง่ในลักษณะของการต่อต้านเป็นปฏิปักษ์กับแพทย์เลย ท่านยอมรับเหตุผล
ยอมรับในสิ่งต่างๆ ที่เรากราบเรียนเสนอ และพยายามอธิบายให้ท่านเข้าใจ
เพียงแต่ท่านไม่ยอมรับกระบวนการรักษาทั้งหมดที่เราเสนอให้
เพราะวิธีการนั้นขัดกับทัศนะและหลักการที่ท่านเชื่อถืออยู่ ซึ่งตรงนี้ผมรู้สึกว่า
เราจะต้องเคารพในสิทธิการตัดสินใจเลือกของท่าน
เพราะท่านอาจารย์เลือกด้วยความเข้าใจในข้อมูลต่างๆ อย่างครบถ้วนแล้ว
ผมจึงมิได้รู้สึกโกรธและความรู้สึกยังค่อนไปในทางแปลกใจมากกว่ากับทัศนะของ
"ผู้ป่วยพิเศษ" ท่านนี้
หลังจากนั้น ศ. น.พ. วิจารณ์ พานิช
ซึ่งเป็นหลานชายท่านอาจารย์ ได้โน้มน้าวให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกครั้ง
แต่ท่านยังคงปฏิเสธเช่นเดิม อาจารย์วิจารณ์
จึงเสนอให้ท่านได้รับการเอกซเรย์ทรวงอกและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่โรงพยาบาลไชยา
เพื่อให้ทราบภาวะหัวใจวายของท่าน ท่านอาจารย์ก็ยินยอม
ผลการพิจารณาภาพเอกซเรย์ทรวงอกของท่าน คณะแพทย์ประเมินว่า
ภาวะหัวใจล้มเหลวนั้นยังคงรุนแรงมาก จึงนำภาพเอกซเรย์ให้ท่านดู แล้วอาจารย์ประดิษฐ์
จึงโน้มน้าวให้ท่านไปโรงพยาบาลอีกครั้ง ซึ่งท่านย่อมเข้าใจดีว่า
ความตายเป็นสิ่งที่กำลังคุกคามและใกล้ชิดท่านในเวลานั้นเป็นอย่างยิ่ง
ท่านอาจารย์รับฟังแล้วก็ยิ้มๆ หัวเราะ หึ หึ ไม่ว่าอะไร
แล้วสักครู่ก็กล่าวปฏิเสธพร้อมขอบคุณในความหวังดี ในความคิดส่วนตัวของผมนั้น
ผมคาดเดาอยู่แล้วว่าเราจะได้รับคำปฏิเสธเป็นครั้งที่ ๓ จากท่าน
ท่าทีท่านแสดงออกโดยชัดเจนว่า ท่านไม่ยินดียินร้ายกับความเจ็บป่วยนั้น
เรียกว่า จะรอดก็ได้ หรือจะตายก็ได้ เพราะท่านมิได้มองความเจ็บป่วยและความตาย
จากทัศนะเดียวกับที่ผมและเราๆ ทั่วไปเข้าใจกันเลย
หลังจากนั้น หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเดินทางมาสวนโมกข์เพื่อเยี่ยมอาการอาพาธหลวงพ่อ
ได้พยายามโน้มน้าวท่านอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง โดยให้เหตุผลหลายๆ ประการ
ตั้งแต่ความห่วงใยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของท่านประธานองคมนตรี สัญญา
ธรรมศักดิ์ ตลอดจนความพร้อมของการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับการรักษา
แต่ท่านอาจารย์ก็คงรับฟังและหัวเราะ หึ หึ ยิ้มๆ เช่นเดิมอีก
จากนั้น มีการประชุมคณะแพทย์ทั้งหมด พระเถรานุเถระ
พระอุปัฏฐากทุกรูปและฆราวาสผู้ใกล้ชิด เพื่อหารือถึงแนวทางในการถวายการักษา
เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ที่ประชุมก็มอบหมายให้ ศ. น.พ. ประเวศ วะสี
เป็นผู้เข้าไปกราบเรียนรายละเอียดของการอาพาธ
และแนวทางของการรักษาที่แพทย์เห็นว่าดีที่สุดให้ท่านอาจารย์ได้รับทราบอีกครั้ง
โดยอาจารย์ประเวศกราบเรียนท่านว่า
"ปรึกษากันทั่วหมดแล้ว เขา (แพทย์)
บอกโอกาสที่จะดีขึ้นนี่สูงมาก เรื่องทำให้หัวใจดีขึ้น
แล้วก็อยู่ในสภาพที่จะทำงานต่อไปได้อีกหลายปี"
แต่คำตอบที่ได้รับจากท่านนั้น ยังเป็นไปตามที่ผมคาด
คือท่านยังปฏิเสธอย่างนิ่มนวลเช่นเคย คราวนี้ด้วยการหัวเราะ หึ หึ และพูดคำว่า
"ขอร้อง ขอร้อง ขอร้อง"
นอกจากนี้
ยังมีข้อความสนทนาอีกหลายตอนระหว่างท่านอาจารย์กับอาจารย์ประเวศ
ซึ่งผมบันทึกไว้ด้วยความรู้สึกสนใจว่า
มีนัยที่ชวนให้ครุ่นคิดต่อไปได้อีกหลายประเด็น เช่น
"การรักษาตัวเองโดยธรรมชาติเป็นสิ่งที่เหมาะสม
อาตมาถือหลักนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ให้ธรรมชาติรักษา ให้ธรรมะรักษา
ส่วนคุณหมอก็ช่วยผดุงชีวิตให้มันโมเมๆ ไปได้ อย่าให้ตายเสียก่อน
ขอให้แผ่นดินนี้เป็นโรงพยาบาล แล้วธรรมชาติก็จะรักษาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้เอง
ได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น ไม่ควรจะมีอายุมากกว่าพระพุทธเจ้า ธรรมชาติจะเป็นผู้รักษา
ทางการแพทย์หยูกยาต่างๆ ช่วยเพียงอย่าเพิ่งตาย"
และ "การเรียนรู้ชีวิตใกล้ตาย ทำให้มีปัญญาที่สมบูรณ์ขึ้น
เราจะศึกษาความเจ็บ ความตาย ความทุกข์ให้มันชัดเจน
ไม่สบายทุกทีก็ฉลาดขึ้นทุกทีเหมือนกัน"
เมื่อท่านอาจารย์ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ของท่านซ้ำเป็นครั้งที่
๕ ก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะเข้าใจโดยชัดแจ้งในความประสงค์ของท่าน ดังนั้น
แผนการถวายการรักษาเฉพาะหน้าที่สวนโมกข์ จึงถูกกำหนดขึ้นตามเจตนารมณ์ของท่าน
อย่างไรก็ตาม
ความปรารถนาที่จะให้ท่านอาจารย์ได้รับการถวายการรักษาอย่างดีที่สุดในโรงพยาบาล
ก็ยังมีขึ้นอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ ๖ โดยอาจารย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี
คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล (ในขณะนั้น)
ได้เดินทางถึงสวนโมกข์เพื่อกราบเยี่ยมอาการอาพาธพร้อมปฏิบัติภารกิจสำคัญคือ
อัญเชิญกระแสพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาอาราธนาท่านอาจารย์ว่า
อย่าเพิ่งมรณภาพ ทรงขอให้ท่านอยู่ผดุงพระศาสนา
ท่านอาจารย์รับกระแสพระราชดำรัสด้วยอาการสงบ แล้วก็ตอบกับอาจารย์ประดิษฐ์ว่า
ท่านขอฝากอาจารย์ประดิษฐ์กราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงความรู้สึกซาบซึ้งใจในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และขอขอบคุณความปรารถนาดีของอาจารย์ประดิษฐ์ที่นิมนต์ท่านเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราช
แต่ท่านขอรับการรักษาอยู่ที่สวนโมกข์ต่อไปตามที่ท่านเคยตั้งใจไว้
ผมมีความสนใจอยากรู้อยากศึกษาว่า ความเจ็บไข้ของ
"ผู้ป่วยพิเศษ" ท่านนี้ของผมจะคลี่คลายไปในทางใด
ผมอยากติดตามว่าภายใต้เงื่อนไขของการรักษาที่สวนโมกข์นั้น จะให้ผลเป็นอย่างไร
มีปัญหาอะไรหรือไม่ และที่สำคัญก็คือ
ผมอยากเรียนรู้ทัศนะความเจ็บป่วยแบบใหม่ที่ผมเพิ่งจะเคยสัมผัสด้วยตนเองจริงๆ
เป็นครั้งแรก และผมอยากเรียนรู้ด้วยว่า
บุคคลซึ่งเป็นที่เคารพยกย่องและยอมรับของคนจำนวนมากดังเช่นท่านอาจารย์พุทธทาสนั้น
มีการตอบสนองต่อการเจ็บป่วยอย่างไร
รวมไปถึงการปฏิบัติตนของท่านในเรื่องการเจ็บป่วยโดยรวมทั้งหมดทุกด้าน
เรื่องเหล่านี้ท้าทายให้เกิดความอยากเรียนรู้ และผมก็รู้สึกในเวลาต่อมาว่า
สิ่งที่ผมได้ค่อยๆ เรียนรู้นี้ มีคุณค่าต่อวิชาชีพของตนเอง
เพราะได้ช่วยเปิดทัศนะของแพทย์แผนใหม่อย่างผม ให้กว้างไกลออกไปจากความรู้เดิมๆ
ในเรื่องของความเจ็บป่วยและความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยด้วย
ในกลางดึกของคืนวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๔
ท่านอาจารย์มีอาการแปลกๆ เกิดขึ้น ซึ่งทำให้พระอุปัฏฐากตกใจมาก นั่นคือ
ท่านมีอาการนอนไม่หลับ ผุดลุกผุดนั่ง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดคืน
โดยที่พระอุปัฏฐากก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่ทราบสาเหตุของอาการ
เราสันนิษฐานว่า อาการดังกล่าวนี้
น่าจะเกิดจากการที่ร่างกายและจิตของท่านมีปฏิกิริยาในทางปฏิเสธต่อยานอนหลับ
อันเป็นผลข้างเคียงที่เคยพบในผู้ป่วยบางราย
นั่นคือร่างกายและจิตจะฝืนต่อฤทธิ์ยาที่พยายามจะเข้าไปควบคุมระบบการรับรู้โดยรวม
ในครั้งนั้นเราถวายยานอนหลับให้ท่านอาจารย์โดยไม่ได้กราบเรียนท่านก่อน
เนื่องจากเป็นยาที่เราจัดรวมๆ ถวายพร้อมกันกับยาโรคหัวใจ เพราะโดยปรกติแล้ว
ผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวมักจะมีความวิตกกังวลสูงทำให้หลับยาก
ร่างกายพักผ่อนไม่พอเพียง จนเป็นผลเสียต่อโรค
แพทย์จึงมักจัดยานอนหลับให้ผู้ป่วยทุกครั้ง และกรณีท่านอาจารย์ก็เช่นกัน
เราถวายยานอนหลับให้ท่านด้วยความเคยชิน โดยขาดการพิจารณาถึงสภาพเฉพาะของผู้ป่วย
เพราะในกรณีของท่านอาจารย์นั้น ท่านมิได้มีความวิตกกังวลกับอาการอาพาธ
จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องถวายยานอนหลับแต่อย่างไรเลย
หลังจากคราวนั้นแล้ว พระอุปัฏฐากจึงบอกกับแพทย์ว่า
ในการถวายยาต่างๆ นั้น
อยากขอให้แพทย์กราบเรียนให้ท่านอาจารย์ทราบด้วยว่ามียาอะไรบ้าง เพราะท่านจะสนใจว่า
ฉันยาอะไรบ้าง
วันนั้นเมื่อยาหมดฤทธิ์แล้ว
ท่านอาจารย์เล่าความรู้สึกให้ฟังทีหลังว่า
"ไม่รู้มันเป็นอย่างไร
คล้ายกับทั้งจะหลับและดับ ก็เกรงว่า ถ้าปล่อยใจไปตามนั้น มันก็จะดับไปเลย"
คือว่า ท่านมีความรู้สึกดิ่งลงไป เหมือนกับจะหายไป
ท่านจึงดึงไว้ หลังจากคราวนั้นแล้ว
แพทย์ก็ตัดสินใจงดยาที่มีผลต่อระบบการรับรู้ของท่านตลอด และอาการดังกล่าวก็ค่อยๆ
หมดไปแล้วไม่เกิดขึ้นอีกเลย
เมื่อท่านอาการดีขึ้น
ท่านเริ่มจะสนทนาธรรมและให้ข้อคิดกับแพทย์ บางครั้งท่านก็พูดกับผมโดยตรง
เมื่อผมอยู่กับท่านในห้อง ข้อคิดหนึ่งในระหว่างนี้ที่ผมสนใจและจดเอาไว้
เช่นท่านให้ข้อคิดว่า
"การแพทย์สมัยใหม่ควรที่จะหาทางทำให้เกิดการประสานกัน
ระหว่างวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่มุ่งเน้นในเรื่องกาย
กับเรื่องธรรมะอันเกี่ยวข้องกับจิตและเป็นเรื่องของสังขาร ถ้าทำได้จริงเมื่อไร
ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่เจ็บป่วยอย่างแท้จริง"
ปลายปี ๒๕๓๕ ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ปรารภในทำนองว่า
ท่านหน่ายสังขารแล้ว และคิดว่าโดยสภาพคงจะอยู่ได้อีกเพียงปีเดียว
หลังจากนั้นทุกคนมักจะได้ยินว่า ท่านอาจารย์พูดเรื่อง พระนิพพาน มากขึ้น บ่อยขึ้นๆ
กับทุกคนที่มาพบท่าน โดยเน้นเรื่องที่สุดแห่งทุกข์ การไม่มีอารมณ์
ผมเองนั้นทุกครั้งที่เข้าไปพบท่าน ท่านอาจารย์ก็จะพูดเรื่องจิตที่ไม่มีอารมณ์(อนารมฺมณํ
จิตฺตํ) ให้ฟังเสมอ
สิ่งที่เราเห็นก็คือ การเตรียมตัวของท่านเองในเรื่องการมรณภาพ
เช่น การทำพินัยกรรม เพื่อสั่งเสียเรื่องการจัดการศพ
และการให้เริ่มสร้างที่เก็บศพของท่านในบริเวณด้านหลังศาลาธรรมโฆษณ์
โดยเริ่มมาตั้งแต่มีนาคม ๒๕๓๖
แม้หลายคนจะเริ่มคิดถึงเรื่องการมรณภาพของท่านอาจารย์
แต่ก็ยังไม่มีใครที่จะคิดไปถึงว่า คำปรารภต่างๆ
ของท่านจะเป็นจริงในเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้ และไม่มีใครคาดด้วยว่า
ท่านจะอาพาธหนักอีกครั้ง และในที่สุดท่านอาจารย์ก็ได้มรณภาพไปโดยสงบ ในวันที่ ๘
กรกฎาคม ๒๕๓๖
ผมระลึกถึงสิ่งที่ท่านเคยพูดและเคยปฏิบัติให้ผมเห็นมาตลอดว่า
ความเจ็บและความตายสำหรับ "พุทธทาสภิกขุ" นั้น มันเป็น "เช่นนั้นเอง"
หาใช่สิ่งที่ต้องหวาดหวั่น ทุกข์ทรมาน หรือต้องดิ้นรน "หอบสังขารหนีความตาย"
แต่อย่างใดไม่ ผมจึงรู้ว่า ไม่มีอะไรที่จะต้องเศร้าโศกเสียใจในการจากไปของท่าน
การได้มีโอกาสถวายการรักษาท่านอาจารย์พุทธทาส
ทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยในแบบที่นอกเหนือไปจากระบบอุปถัมภ์อย่างที่ผมเคยชินอยู่
ซึ่งเป็นระบบที่แพทย์จะเป็นผู้กำหนดแนวทางและวิธีการทั้งหมดตามที่ตนเห็นชอบ
โดยที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เองก็มอบการตัดสินใจทั้งหมดให้ขึ้นกับความรู้และการวินิจฉัยของแพทย์
เพราะความเชื่อมั่นในความรู้และวิทยาการสมัยใหม่
ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นผู้ป่วยที่ทำให้ผมรับรู้ว่า
แพทย์มิใช่ผู้กำหนดกระบวนการรักษาทั้งหมด สำหรับท่านแล้ว แพทย์และวิทยาการสมัยใหม่
เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกระบวนการรักษาการอาพาธของท่านอาจารย์เท่านั้น
ความสัมพันธ์ของท่านกับการแพทย์สมัยใหม่
จึงมิใช่อยู่ในรูปแบบของการพึ่งพาอย่างสิ้นเชิง หรืออย่างทั้งหมดดังเช่นทั่วๆ ไป
ในเวลาที่ท่านอาพาธ ท่านอาจารย์พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
และพยายามที่จะควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นให้อยู่ในขอบเขตที่ท่านเองจะยอมรับได้
และเหมาะสมกับท่าน
ท่านอาจารย์จึงมีทั้งด้านที่ตอบรับการแพทย์สมัยใหม่และด้านที่ปฏิเสธ
แต่ก่อนที่ท่านจะตอบรับหรือปฏิเสธนั้น
ท่านจะต้องซักถามและพินิจพิเคราะห์ข้อมูลที่เรากราบเรียนท่านก่อนด้วยทุกครั้งเสมอ
ในส่วนของแพทย์เอง
การได้สื่อสารกับผู้ป่วยก็จะช่วยให้แพทย์ได้เรียนรู้ผู้ป่วยของตนเองมากขึ้นกว่าแค่การตรวจ-วิเคราะห์โรค-สั่งยาหรือวิธีบำบัดต่างๆ
ไปอย่างอัตโนมัติแบบกลไกและสิ่งที่แพทย์ได้เรียนรู้จากผู้ป่วยนี้
จะเป็นประสบการณ์ที่พัฒนาองค์ความรู้ของตนเองให้แตกฉานออกไปอีกด้วย แม้ว่า
ช่วงเวลาในการถวายการรักษาท่านอาจารย์ จะยังน้อยเกินกว่าที่ผมจะก้าวไปสู่ความแจ่มแจ้งตรงนี้ได้
แต่ผมก็ได้แนวคิดที่จะไปคิดต่อว่า
จะนำกรณีของท่านอาจารย์นี้ไปประยุกต์ใช้อย่างไรในการดูแลรักษาคนไข้
เพื่อจะทำให้มีการสื่อสารระหว่างแพทย์และผู้ป่วยด้วยความเข้าใจกันมากขึ้น
และเกิดความคิดว่า เราควรจะต้องพยายามที่จะปฏิบัติกับผู้ป่วยอื่นๆ
ด้วยหลักที่ไม่แตกต่างจากกรณีท่านอาจารย์
แม้ว่าเวลานี้ผมอาจจะยังไม่สามารถทำได้ทั้งหมดก็ตาม
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์อีกประการหนึ่ง
ก็คือทัศนะและการปฏิบัติของท่านในเรื่องความเจ็บป่วย การรักษา และการตาย
ทำให้เห็นว่าในระบบวิทยาการของการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น
มุ่งจะค้นหาและวิเคราะห์ส่วนย่อยของร่างกายที่ผิดปรกติ
เพื่อความเข้าใจปรากฏการณ์แล้ววางแผนการรักษาไป
โดยไม่ได้มองว่าการเจ็บป่วยของมนุษย์นั้น ไม่ได้มีเพียงมิติทางร่างกายเท่านั้น
สิ่งที่เราละเลยกันมาก ก็คือ มิติทางจิต (Mental)
และวิญญาณ (Spiritual) ของผู้ป่วย
ทำอย่างไรที่จะก่อให้เกิดการประสานกลมกลืนทั้ง ๒ มิตินี้ ให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ
เพื่อประโยชน์ในการเยียวยารักษาผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง
นี่เป็นปัญหาที่ผมต้องขบคิดและมุ่งหวังให้แพทย์ในระบบปัจจุบันได้ตระหนักในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
จะช่วยให้เราปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น
และเมื่อใดที่เราทำหน้าที่ด้วยความถูกต้อง เมื่อนั้นเราย่อมปฏิบัติธรรมไปในตัว
ดังที่ท่านอาจารย์มักจะพูดอยู่เสมอว่า "การทำงานคือการปฏิบัติธรรม" หรือ
"ธรรมะคือหน้าที่" นั่นเอง
ตลอดเวลาของการถวายการรักษา ผมประทับใจในระบบคิด
ระบบการเรียนรู้ของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุเป็นอย่างมาก
รู้สึกว่าท่านเป็นนักคิดที่หาได้ยาก
และท่านอาจารย์ยังเป็นผู้ที่พอใจกับการเผยแผ่ความคิดที่ถูกต้องตลอดชีวิตการทำงานของท่าน
ทั้งโดยวิธีการสอนและการปฏิบัติให้ดู แม้ในยามอาพาธและมรณภาพ
ท่านอาจารย์ก็สามารถก่อให้เกิดกรณีศึกษาที่เป็นประโยชน์
ทั้งทางโลกและทางธรรมได้อย่างกว้างขวางและลุ่มลึกด้วย
เรียบเรียง:
ศศิวิมล ช่วงยรรยง
อ้างอิง:
ท่านพุทธทาสภิกขุ คนไข้ที่ผมได้รู้จัก
บันทึกจากแพทย์ผู้ถวายการรักษา,
นายแพทย์นิธิพัฒน์ เจียรกุล, โกมลคีมทอง, ๒๕๓๖