"ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปีของการเป็นแพทย์ในระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ ผมได้พบประสบกับคนไข้จำนวนมาก ในหลายๆ รูปแบบที่ทำให้ผมเกิดการเรียนรู้มากขึ้นตามลำดับ แต่คงจะไม่มีช่วงเวลาใดเปรียบเทียบได้กับระยะเวลา ๒๐ เดือน ที่ผมได้มีโอกาสถวายการรักษาอาการอาพาธของท่านอาจารย์พุทธทาส อินฺทปญฺโญ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวาระสุดท้ายของท่าน"

ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งจากบทนำที่ นายแพทย์นิธิพัฒน์ เจียรกุล อาจารย์แพทย์ในสาขาวิชาโรคระบบกรหายใจและวัณโรค คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เขียนไว้ในหนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ คนไข้ที่ผมได้รู้จัก บันทึกจากแพทย์ผู้ถวายการรักษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖

คุณหมอนิธิพัฒน์เริ่มต้นจากที่ไม่รู้จักท่านอาจารย์พุทธทาสเลย และเห็นว่าเป็นคนไข้ที่แปลกกว่าคนอื่นๆ ที่เคยรักษามาทั้งหมด ต่อมาได้สนใจและเรียนรู้ธรรมะจากท่านทั้งทางตรงและทางอ้อม จนกระทั่งได้ยอมรับว่า ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการตายของมนุษย์ในทัศนะที่ไม่เคยมีการเรียนการสอนกันเลย ในระบบการผลิตแพทย์แผนปัจจุบัน

ข้อความต่อไปนี้ เป็นการเรียบเรียงจากบันทึกของคุณหมอนิธิพัฒน์ที่ได้เรียนรู้จาก "ผู้ป่วยพิเศษ" เริ่มจากครั้งแรกที่คุณหมอนิธิพัฒน์ได้พบท่านอาจารย์พุทธทาสที่กำลังอาพาธที่สวนโมกข์ในคืนวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

 

 

 

 

"ท่านอาจารย์พุทธทาส คนไข้ที่ นายแพทย์นิธิพัฒน์ เจียรกุล ได้รู้จัก"

----------------------------

หลังจากที่กราบนมัสการท่านและแนะนำตนเองแล้ว คณะแพทย์ก็เริ่มต้นซักประวัติอาพาธโดยละเอียดอีกครั้ง ท่านอาจารย์พุทธทาสเองก็พยายามตอบพวกเราโดยละเอียด ท่วงท่าของท่านในระหว่างนั้น ดูสงบ แต่ก็ยังเห็นว่ามีอาการหอบเหนื่อยชัดเจน ต้องหยุดพักหายใจเป็นช่วงๆ ไม่สามารถพูดตอบคำถามเราได้ติดต่อกันยาวๆ เมื่อกราบเรียนถามเสร็จ เราก็เริ่มตรวจร่างกายท่านอย่างละเอียด โดยเฉพาะในระบบที่เกี่ยวข้อคือปอดและหัวใจ ผลของการตรวจนั้นก็เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ คือท่านอาพาธหนัก

สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจคือสีหน้าและท่าทางของท่านอาจารย์นั้น ไม่ได้สัดส่วนกันกับอาการอาพาธที่เราตรวจพบ คือในผู้ป่วยธรรมดา โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากขนาดนี้ (๘๕ ปี) หากเจ็บป่วยขนาดที่เราตรวจพบในท่านอาจารย์ ผู้ป่วยจะต้องแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางว่าเจ็บป่วยอย่างชัดเจนกว่านี้ แต่ท่านอาจารย์นั้น เราสังเกตการอาพาธของท่านได้จากการหอบเหนื่อย น้ำเสียงที่อ่อนแรง และสีหน้าที่อิดโรย โดยที่ท่วงท่ายังดูสงบ ผมยังไม่เคยเห็นการแสดงออกของผู้ป่วยแบบนี้มาก่อน เพราะคนทั่วไปนั้น ความเจ็บป่วยเป็นความทุกข์ ความน่ารำคาญและความน่าเบื่อ ยิ่งเจ็บป่วยมากก็ยิ่งทุกข์มาก และแสดงให้เห็นมาก แต่ผู้ป่วยที่ผมตรวจรักษาอย่างคราวนี้ ดูจากอาการที่ท่าแสดงออกแล้วผมรู้สึกว่าความเจ็บป่วยดูจะเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญไม่ใช่เรื่องทุกข์เรื่องร้อนอะไรเลย

นี่คือความแปลกที่ผมยังไม่เคยพบมาก่อน ในตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าตนเองจะได้พบกับทัศนะแปลกๆ ที่ยิ่งไปกว่านี้อีกในขั้นตอนต่อๆ ไปของการถวายการรักษาคราวนั้น

เมื่ออาจารย์ประดิษฐ์ ปัญจะวีณิน อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลศิริราช ขอนิมนต์ท่านอาจารย์ให้เข้ารักษาในโรงพยาบาลซึ่งมีอุปกรณ์การรักษาที่พรักพร้อม ท่านอาจารย์ก็ตอบกลับอย่างนุ่มนวลว่า ท่านอยากให้ทำการรักษาอยู่ที่วัดจะเหมาะสมกว่า

ท่านบอกว่า "อาตมาอยากให้การอาพาธ และการดูแลรักษานั้นเป็นไปแบบธรรมชาติธรรมดาๆ เหมือนกับการอาพาธของพระสงฆ์ทั่วไปในสมัยพุทธกาล" และ "ขอใช้แผ่นดินนี้เป็นโรงพยาบาล"

นั่นคือ ท่านอาจารย์มิได้ต้องการจะให้ถวายการรักษาด้วยการใช้เครื่องมืออันทันสมัยมากมายอย่างที่เรากราบเรียนท่าน ว่ามีเพียบพร้อมในโรงพยาบาล หากต้องการรับการรักษาเท่าที่แพทย์จะทำได้ ภายใต้ข้อจำกัดของสถานที่ซึ่งมิใช้โรงพยาบาล เมื่อเข้าใจความประสงค์ของท่านแล้ว ผมก็รู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที

ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว ผมควรจะโกรธหรือไม่พอใจกับผู้ป่วย ที่ทำให้ผมต้องอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจ และหนักใจเช่นนี้ แต่เวลานั้น ผมรู้สึกว่าตนเองไม่ได้คิดอะไรไปในทำนองไม่พอใจ ทัศนะและท่าทีของท่านอาจารย์เลย แม้ผมจะคิดแบบแพทย์สมัยใหม่ทั่วไปว่า ทัศนะของท่านอาจารย์นั้นเป็นการฝืนโลก หรือหากจะว่ากันตรงๆ ที่สุดเลยก็คือ "ดันทุรัง" เพราะแพทย์ย่อมรู้สึกว่า ตนเองเป็นผู้มาช่วย เป็นผู้ปรารถนาดี อยากจะทำให้คนเจ็บคลายและหายจากความเจ็บป่วย แต่ท่านอาจารย์กลับปฏิเสธ

กรณีของท่านอาจารย์นั้น ท่านปฏิเสธด้วยท่าทีอันสงบและนุ่มนวล และมิได้มีท่าทีของการตั้งข้อเรียกร้อง หรือเชิงตั้งแง่ในลักษณะของการต่อต้านเป็นปฏิปักษ์กับแพทย์เลย ท่านยอมรับเหตุผล ยอมรับในสิ่งต่างๆ ที่เรากราบเรียนเสนอ และพยายามอธิบายให้ท่านเข้าใจ เพียงแต่ท่านไม่ยอมรับกระบวนการรักษาทั้งหมดที่เราเสนอให้ เพราะวิธีการนั้นขัดกับทัศนะและหลักการที่ท่านเชื่อถืออยู่ ซึ่งตรงนี้ผมรู้สึกว่า เราจะต้องเคารพในสิทธิการตัดสินใจเลือกของท่าน เพราะท่านอาจารย์เลือกด้วยความเข้าใจในข้อมูลต่างๆ อย่างครบถ้วนแล้ว ผมจึงมิได้รู้สึกโกรธและความรู้สึกยังค่อนไปในทางแปลกใจมากกว่ากับทัศนะของ "ผู้ป่วยพิเศษ" ท่านนี้

หลังจากนั้น ศ. น.พ. วิจารณ์ พานิช ซึ่งเป็นหลานชายท่านอาจารย์ ได้โน้มน้าวให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกครั้ง แต่ท่านยังคงปฏิเสธเช่นเดิม อาจารย์วิจารณ์ จึงเสนอให้ท่านได้รับการเอกซเรย์ทรวงอกและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่โรงพยาบาลไชยา เพื่อให้ทราบภาวะหัวใจวายของท่าน ท่านอาจารย์ก็ยินยอม ผลการพิจารณาภาพเอกซเรย์ทรวงอกของท่าน คณะแพทย์ประเมินว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวนั้นยังคงรุนแรงมาก จึงนำภาพเอกซเรย์ให้ท่านดู แล้วอาจารย์ประดิษฐ์ จึงโน้มน้าวให้ท่านไปโรงพยาบาลอีกครั้ง ซึ่งท่านย่อมเข้าใจดีว่า ความตายเป็นสิ่งที่กำลังคุกคามและใกล้ชิดท่านในเวลานั้นเป็นอย่างยิ่ง

ท่านอาจารย์รับฟังแล้วก็ยิ้มๆ หัวเราะ หึ หึ ไม่ว่าอะไร แล้วสักครู่ก็กล่าวปฏิเสธพร้อมขอบคุณในความหวังดี ในความคิดส่วนตัวของผมนั้น ผมคาดเดาอยู่แล้วว่าเราจะได้รับคำปฏิเสธเป็นครั้งที่ ๓ จากท่าน ท่าทีท่านแสดงออกโดยชัดเจนว่า  ท่านไม่ยินดียินร้ายกับความเจ็บป่วยนั้น เรียกว่า จะรอดก็ได้ หรือจะตายก็ได้ เพราะท่านมิได้มองความเจ็บป่วยและความตาย จากทัศนะเดียวกับที่ผมและเราๆ ทั่วไปเข้าใจกันเลย

หลังจากนั้น หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเดินทางมาสวนโมกข์เพื่อเยี่ยมอาการอาพาธหลวงพ่อ ได้พยายามโน้มน้าวท่านอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง โดยให้เหตุผลหลายๆ ประการ ตั้งแต่ความห่วงใยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของท่านประธานองคมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์ ตลอดจนความพร้อมของการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับการรักษา แต่ท่านอาจารย์ก็คงรับฟังและหัวเราะ หึ หึ ยิ้มๆ เช่นเดิมอีก

จากนั้น มีการประชุมคณะแพทย์ทั้งหมด พระเถรานุเถระ พระอุปัฏฐากทุกรูปและฆราวาสผู้ใกล้ชิด เพื่อหารือถึงแนวทางในการถวายการักษา เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ที่ประชุมก็มอบหมายให้ ศ. น.พ. ประเวศ วะสี เป็นผู้เข้าไปกราบเรียนรายละเอียดของการอาพาธ และแนวทางของการรักษาที่แพทย์เห็นว่าดีที่สุดให้ท่านอาจารย์ได้รับทราบอีกครั้ง โดยอาจารย์ประเวศกราบเรียนท่านว่า

"ปรึกษากันทั่วหมดแล้ว เขา (แพทย์) บอกโอกาสที่จะดีขึ้นนี่สูงมาก เรื่องทำให้หัวใจดีขึ้น แล้วก็อยู่ในสภาพที่จะทำงานต่อไปได้อีกหลายปี"

แต่คำตอบที่ได้รับจากท่านนั้น ยังเป็นไปตามที่ผมคาด คือท่านยังปฏิเสธอย่างนิ่มนวลเช่นเคย คราวนี้ด้วยการหัวเราะ หึ หึ และพูดคำว่า "ขอร้อง ขอร้อง ขอร้อง"

นอกจากนี้ ยังมีข้อความสนทนาอีกหลายตอนระหว่างท่านอาจารย์กับอาจารย์ประเวศ ซึ่งผมบันทึกไว้ด้วยความรู้สึกสนใจว่า มีนัยที่ชวนให้ครุ่นคิดต่อไปได้อีกหลายประเด็น เช่น

"การรักษาตัวเองโดยธรรมชาติเป็นสิ่งที่เหมาะสม อาตมาถือหลักนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ให้ธรรมชาติรักษา ให้ธรรมะรักษา ส่วนคุณหมอก็ช่วยผดุงชีวิตให้มันโมเมๆ ไปได้ อย่าให้ตายเสียก่อน ขอให้แผ่นดินนี้เป็นโรงพยาบาล แล้วธรรมชาติก็จะรักษาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้เอง ได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น ไม่ควรจะมีอายุมากกว่าพระพุทธเจ้า ธรรมชาติจะเป็นผู้รักษา ทางการแพทย์หยูกยาต่างๆ ช่วยเพียงอย่าเพิ่งตาย"

และ "การเรียนรู้ชีวิตใกล้ตาย ทำให้มีปัญญาที่สมบูรณ์ขึ้น เราจะศึกษาความเจ็บ ความตาย ความทุกข์ให้มันชัดเจน ไม่สบายทุกทีก็ฉลาดขึ้นทุกทีเหมือนกัน"

เมื่อท่านอาจารย์ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ของท่านซ้ำเป็นครั้งที่ ๕ ก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะเข้าใจโดยชัดแจ้งในความประสงค์ของท่าน ดังนั้น แผนการถวายการรักษาเฉพาะหน้าที่สวนโมกข์ จึงถูกกำหนดขึ้นตามเจตนารมณ์ของท่าน

อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาที่จะให้ท่านอาจารย์ได้รับการถวายการรักษาอย่างดีที่สุดในโรงพยาบาล ก็ยังมีขึ้นอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ ๖ โดยอาจารย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล (ในขณะนั้น) ได้เดินทางถึงสวนโมกข์เพื่อกราบเยี่ยมอาการอาพาธพร้อมปฏิบัติภารกิจสำคัญคือ อัญเชิญกระแสพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาอาราธนาท่านอาจารย์ว่า อย่าเพิ่งมรณภาพ ทรงขอให้ท่านอยู่ผดุงพระศาสนา ท่านอาจารย์รับกระแสพระราชดำรัสด้วยอาการสงบ แล้วก็ตอบกับอาจารย์ประดิษฐ์ว่า ท่านขอฝากอาจารย์ประดิษฐ์กราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงความรู้สึกซาบซึ้งใจในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอขอบคุณความปรารถนาดีของอาจารย์ประดิษฐ์ที่นิมนต์ท่านเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราช แต่ท่านขอรับการรักษาอยู่ที่สวนโมกข์ต่อไปตามที่ท่านเคยตั้งใจไว้

ผมมีความสนใจอยากรู้อยากศึกษาว่า ความเจ็บไข้ของ "ผู้ป่วยพิเศษ" ท่านนี้ของผมจะคลี่คลายไปในทางใด ผมอยากติดตามว่าภายใต้เงื่อนไขของการรักษาที่สวนโมกข์นั้น จะให้ผลเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรหรือไม่ และที่สำคัญก็คือ ผมอยากเรียนรู้ทัศนะความเจ็บป่วยแบบใหม่ที่ผมเพิ่งจะเคยสัมผัสด้วยตนเองจริงๆ เป็นครั้งแรก และผมอยากเรียนรู้ด้วยว่า บุคคลซึ่งเป็นที่เคารพยกย่องและยอมรับของคนจำนวนมากดังเช่นท่านอาจารย์พุทธทาสนั้น มีการตอบสนองต่อการเจ็บป่วยอย่างไร รวมไปถึงการปฏิบัติตนของท่านในเรื่องการเจ็บป่วยโดยรวมทั้งหมดทุกด้าน เรื่องเหล่านี้ท้าทายให้เกิดความอยากเรียนรู้ และผมก็รู้สึกในเวลาต่อมาว่า สิ่งที่ผมได้ค่อยๆ เรียนรู้นี้ มีคุณค่าต่อวิชาชีพของตนเอง เพราะได้ช่วยเปิดทัศนะของแพทย์แผนใหม่อย่างผม ให้กว้างไกลออกไปจากความรู้เดิมๆ ในเรื่องของความเจ็บป่วยและความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยด้วย

ในกลางดึกของคืนวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ ท่านอาจารย์มีอาการแปลกๆ เกิดขึ้น ซึ่งทำให้พระอุปัฏฐากตกใจมาก นั่นคือ ท่านมีอาการนอนไม่หลับ ผุดลุกผุดนั่ง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดคืน โดยที่พระอุปัฏฐากก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่ทราบสาเหตุของอาการ

เราสันนิษฐานว่า อาการดังกล่าวนี้ น่าจะเกิดจากการที่ร่างกายและจิตของท่านมีปฏิกิริยาในทางปฏิเสธต่อยานอนหลับ อันเป็นผลข้างเคียงที่เคยพบในผู้ป่วยบางราย นั่นคือร่างกายและจิตจะฝืนต่อฤทธิ์ยาที่พยายามจะเข้าไปควบคุมระบบการรับรู้โดยรวม ในครั้งนั้นเราถวายยานอนหลับให้ท่านอาจารย์โดยไม่ได้กราบเรียนท่านก่อน เนื่องจากเป็นยาที่เราจัดรวมๆ ถวายพร้อมกันกับยาโรคหัวใจ เพราะโดยปรกติแล้ว ผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวมักจะมีความวิตกกังวลสูงทำให้หลับยาก ร่างกายพักผ่อนไม่พอเพียง จนเป็นผลเสียต่อโรค แพทย์จึงมักจัดยานอนหลับให้ผู้ป่วยทุกครั้ง และกรณีท่านอาจารย์ก็เช่นกัน เราถวายยานอนหลับให้ท่านด้วยความเคยชิน โดยขาดการพิจารณาถึงสภาพเฉพาะของผู้ป่วย เพราะในกรณีของท่านอาจารย์นั้น ท่านมิได้มีความวิตกกังวลกับอาการอาพาธ จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องถวายยานอนหลับแต่อย่างไรเลย

หลังจากคราวนั้นแล้ว พระอุปัฏฐากจึงบอกกับแพทย์ว่า ในการถวายยาต่างๆ นั้น อยากขอให้แพทย์กราบเรียนให้ท่านอาจารย์ทราบด้วยว่ามียาอะไรบ้าง เพราะท่านจะสนใจว่า ฉันยาอะไรบ้าง

วันนั้นเมื่อยาหมดฤทธิ์แล้ว ท่านอาจารย์เล่าความรู้สึกให้ฟังทีหลังว่า

"ไม่รู้มันเป็นอย่างไร คล้ายกับทั้งจะหลับและดับ ก็เกรงว่า ถ้าปล่อยใจไปตามนั้น มันก็จะดับไปเลย"

คือว่า ท่านมีความรู้สึกดิ่งลงไป เหมือนกับจะหายไป ท่านจึงดึงไว้ หลังจากคราวนั้นแล้ว แพทย์ก็ตัดสินใจงดยาที่มีผลต่อระบบการรับรู้ของท่านตลอด และอาการดังกล่าวก็ค่อยๆ หมดไปแล้วไม่เกิดขึ้นอีกเลย

เมื่อท่านอาการดีขึ้น ท่านเริ่มจะสนทนาธรรมและให้ข้อคิดกับแพทย์ บางครั้งท่านก็พูดกับผมโดยตรง เมื่อผมอยู่กับท่านในห้อง ข้อคิดหนึ่งในระหว่างนี้ที่ผมสนใจและจดเอาไว้ เช่นท่านให้ข้อคิดว่า

"การแพทย์สมัยใหม่ควรที่จะหาทางทำให้เกิดการประสานกัน ระหว่างวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่มุ่งเน้นในเรื่องกาย กับเรื่องธรรมะอันเกี่ยวข้องกับจิตและเป็นเรื่องของสังขาร ถ้าทำได้จริงเมื่อไร ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่เจ็บป่วยอย่างแท้จริง"

ปลายปี ๒๕๓๕ ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ปรารภในทำนองว่า ท่านหน่ายสังขารแล้ว และคิดว่าโดยสภาพคงจะอยู่ได้อีกเพียงปีเดียว หลังจากนั้นทุกคนมักจะได้ยินว่า ท่านอาจารย์พูดเรื่อง พระนิพพาน มากขึ้น บ่อยขึ้นๆ กับทุกคนที่มาพบท่าน โดยเน้นเรื่องที่สุดแห่งทุกข์ การไม่มีอารมณ์ ผมเองนั้นทุกครั้งที่เข้าไปพบท่าน ท่านอาจารย์ก็จะพูดเรื่องจิตที่ไม่มีอารมณ์(อนารมฺมณํ จิตฺตํ) ให้ฟังเสมอ

สิ่งที่เราเห็นก็คือ การเตรียมตัวของท่านเองในเรื่องการมรณภาพ เช่น การทำพินัยกรรม เพื่อสั่งเสียเรื่องการจัดการศพ และการให้เริ่มสร้างที่เก็บศพของท่านในบริเวณด้านหลังศาลาธรรมโฆษณ์ โดยเริ่มมาตั้งแต่มีนาคม ๒๕๓๖

แม้หลายคนจะเริ่มคิดถึงเรื่องการมรณภาพของท่านอาจารย์ แต่ก็ยังไม่มีใครที่จะคิดไปถึงว่า คำปรารภต่างๆ ของท่านจะเป็นจริงในเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้ และไม่มีใครคาดด้วยว่า ท่านจะอาพาธหนักอีกครั้ง และในที่สุดท่านอาจารย์ก็ได้มรณภาพไปโดยสงบ ในวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๖

ผมระลึกถึงสิ่งที่ท่านเคยพูดและเคยปฏิบัติให้ผมเห็นมาตลอดว่า ความเจ็บและความตายสำหรับ "พุทธทาสภิกขุ" นั้น มันเป็น "เช่นนั้นเอง" หาใช่สิ่งที่ต้องหวาดหวั่น ทุกข์ทรมาน หรือต้องดิ้นรน "หอบสังขารหนีความตาย" แต่อย่างใดไม่ ผมจึงรู้ว่า ไม่มีอะไรที่จะต้องเศร้าโศกเสียใจในการจากไปของท่าน

การได้มีโอกาสถวายการรักษาท่านอาจารย์พุทธทาส ทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยในแบบที่นอกเหนือไปจากระบบอุปถัมภ์อย่างที่ผมเคยชินอยู่ ซึ่งเป็นระบบที่แพทย์จะเป็นผู้กำหนดแนวทางและวิธีการทั้งหมดตามที่ตนเห็นชอบ โดยที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เองก็มอบการตัดสินใจทั้งหมดให้ขึ้นกับความรู้และการวินิจฉัยของแพทย์ เพราะความเชื่อมั่นในความรู้และวิทยาการสมัยใหม่

ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นผู้ป่วยที่ทำให้ผมรับรู้ว่า แพทย์มิใช่ผู้กำหนดกระบวนการรักษาทั้งหมด สำหรับท่านแล้ว แพทย์และวิทยาการสมัยใหม่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกระบวนการรักษาการอาพาธของท่านอาจารย์เท่านั้น ความสัมพันธ์ของท่านกับการแพทย์สมัยใหม่ จึงมิใช่อยู่ในรูปแบบของการพึ่งพาอย่างสิ้นเชิง หรืออย่างทั้งหมดดังเช่นทั่วๆ ไป ในเวลาที่ท่านอาพาธ ท่านอาจารย์พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และพยายามที่จะควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นให้อยู่ในขอบเขตที่ท่านเองจะยอมรับได้ และเหมาะสมกับท่าน ท่านอาจารย์จึงมีทั้งด้านที่ตอบรับการแพทย์สมัยใหม่และด้านที่ปฏิเสธ แต่ก่อนที่ท่านจะตอบรับหรือปฏิเสธนั้น ท่านจะต้องซักถามและพินิจพิเคราะห์ข้อมูลที่เรากราบเรียนท่านก่อนด้วยทุกครั้งเสมอ

ในส่วนของแพทย์เอง การได้สื่อสารกับผู้ป่วยก็จะช่วยให้แพทย์ได้เรียนรู้ผู้ป่วยของตนเองมากขึ้นกว่าแค่การตรวจ-วิเคราะห์โรค-สั่งยาหรือวิธีบำบัดต่างๆ ไปอย่างอัตโนมัติแบบกลไกและสิ่งที่แพทย์ได้เรียนรู้จากผู้ป่วยนี้ จะเป็นประสบการณ์ที่พัฒนาองค์ความรู้ของตนเองให้แตกฉานออกไปอีกด้วย แม้ว่า ช่วงเวลาในการถวายการรักษาท่านอาจารย์ จะยังน้อยเกินกว่าที่ผมจะก้าวไปสู่ความแจ่มแจ้งตรงนี้ได้ แต่ผมก็ได้แนวคิดที่จะไปคิดต่อว่า จะนำกรณีของท่านอาจารย์นี้ไปประยุกต์ใช้อย่างไรในการดูแลรักษาคนไข้ เพื่อจะทำให้มีการสื่อสารระหว่างแพทย์และผู้ป่วยด้วยความเข้าใจกันมากขึ้น และเกิดความคิดว่า เราควรจะต้องพยายามที่จะปฏิบัติกับผู้ป่วยอื่นๆ ด้วยหลักที่ไม่แตกต่างจากกรณีท่านอาจารย์ แม้ว่าเวลานี้ผมอาจจะยังไม่สามารถทำได้ทั้งหมดก็ตาม

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์อีกประการหนึ่ง ก็คือทัศนะและการปฏิบัติของท่านในเรื่องความเจ็บป่วย การรักษา และการตาย ทำให้เห็นว่าในระบบวิทยาการของการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น มุ่งจะค้นหาและวิเคราะห์ส่วนย่อยของร่างกายที่ผิดปรกติ เพื่อความเข้าใจปรากฏการณ์แล้ววางแผนการรักษาไป โดยไม่ได้มองว่าการเจ็บป่วยของมนุษย์นั้น ไม่ได้มีเพียงมิติทางร่างกายเท่านั้น สิ่งที่เราละเลยกันมาก ก็คือ มิติทางจิต (Mental) และวิญญาณ (Spiritual) ของผู้ป่วย ทำอย่างไรที่จะก่อให้เกิดการประสานกลมกลืนทั้ง ๒ มิตินี้ ให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ในการเยียวยารักษาผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง นี่เป็นปัญหาที่ผมต้องขบคิดและมุ่งหวังให้แพทย์ในระบบปัจจุบันได้ตระหนักในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน จะช่วยให้เราปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และเมื่อใดที่เราทำหน้าที่ด้วยความถูกต้อง เมื่อนั้นเราย่อมปฏิบัติธรรมไปในตัว ดังที่ท่านอาจารย์มักจะพูดอยู่เสมอว่า "การทำงานคือการปฏิบัติธรรม" หรือ "ธรรมะคือหน้าที่" นั่นเอง

ตลอดเวลาของการถวายการรักษา ผมประทับใจในระบบคิด ระบบการเรียนรู้ของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุเป็นอย่างมาก รู้สึกว่าท่านเป็นนักคิดที่หาได้ยาก และท่านอาจารย์ยังเป็นผู้ที่พอใจกับการเผยแผ่ความคิดที่ถูกต้องตลอดชีวิตการทำงานของท่าน ทั้งโดยวิธีการสอนและการปฏิบัติให้ดู แม้ในยามอาพาธและมรณภาพ ท่านอาจารย์ก็สามารถก่อให้เกิดกรณีศึกษาที่เป็นประโยชน์ ทั้งทางโลกและทางธรรมได้อย่างกว้างขวางและลุ่มลึกด้วย

เรียบเรียง: ศศิวิมล ช่วงยรรยง

อ้างอิง: ท่านพุทธทาสภิกขุ คนไข้ที่ผมได้รู้จัก บันทึกจากแพทย์ผู้ถวายการรักษา,

นายแพทย์นิธิพัฒน์ เจียรกุล, โกมลคีมทอง, ๒๕๓๖

 

 
BACK 

 

คัดจาก หนังสือ ร้อยคนร้อยธรรม๑๐๐ปี พุทธทาส
พิมพ์ ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๔๙ โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ