"เราสนองงานของท่านพุทธทาส ก็เท่ากับเราสนองงานของพระพุทธเจ้าด้วย"

พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต)
เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน

ที่เราจะมาวิเคราะห์ มาพูดเรื่องของท่านพุทธทาสกันนี้ อย่างน้อยก็ขอให้เรามีเจตนาที่เป็นกุศล คือเรามุ่งว่าเราจะศึกษางานของท่าน เอามาใช้ เอามาสอน เอามาเผยแพร่เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน เพื่อทำให้โลกอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ถ้าทำได้อย่างนี้ก็มองว่าเป็นส่วนที่เราจะได้สนองท่านพุทธทาส ท่านพุทธทาสสนองพระพุทธเจ้า เมื่อเราได้มาศึกษางานของท่าน และจัดงานฉลอง ๑๐๐ ปีของท่าน ครั้นเราสนองรับใช้ท่านพุทธทาสจึงกลายเป็นว่าเราได้รับใช้ทั้งสองเลย เพราะท่านพุทธทาสสนองงานของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว เมื่อเราสนองงานของท่านพุทธทาสก็เท่ากับเราสนองงานของพระพุทธเจ้าด้วย

การจะมองอนาคตผ่านฐานคิดและชีวิตของท่านพุทธทาสนั้น มีความจำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจแนวคิดและชีวิตของท่านอย่างไร เรามองชีวิตของท่านอย่างไร ซึ่งจะทำให้เราสามารถไปมองในเรื่องอนาคตอย่างที่ต้องการได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากว่าเรามองท่านอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน อาจจะเป็นหัวข้อสำคัญที่สามารถศึกษาถกเถียงกันได้มาก เพราะว่าแนวคิดของท่านมองอะไรกว้างขวางและท่านมีผลงานมากมาย

บางคนไปอ่านหนังสือของท่านบางส่วนบางเล่ม เห็นข้อความบางอย่างก็จับเอาไปว่าท่านคิดเห็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปเลย ไม่รู้แนวคิดพื้นฐานกว้างๆ ของท่าน เราก็มองไปตามความคิดความรู้สึกของตัวเอง เท่ากับเราตีความตามที่ตัวเองต้องการ ก็ทำให้เกิดปัญหายุ่งกันใหญ่

อาตมาเห็นว่าในการมองเรื่องแนวคิดของท่านพุทธทาส ขั้นที่หนึ่งต้องมองที่เจตนาก่อนว่า เจตนาของท่านเป็นอย่างไร อันนี้เราเห็นได้ค่อนข้างชัด คือแม้แต่ชื่อของท่านเอง ท่านเรียกตัวท่านเองว่า พุทธทาส แปลว่า ทาสของพระพุทธเจ้า พูดเป็นภาษาง่ายๆ ก็บอกว่า ท่านอุทิศชีวิตของท่านในการสนองงานของพระพุทธเจ้า

สนองงานของพระพุทธเจ้าคืออะไร พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้สำหรับพระสงฆ์ เช่น จงแสดงหลักธรรม เพื่อประโยชน์โภชน์ผลแก่ปุถุชน เพื่อความสุขของปวงชน เพื่อความสงบร่มเย็นของชาวโลก หมายความว่า พระศาสนาทั้งหมดมีไว้เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน

การที่ท่านพุทธทาสสนองงานของพระพุทธเจ้า ก็คือท่านมีเจตนาที่จะทำงานเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ประชาชน ทำให้โลกร่มเย็นเป็นสุข จะใช้คำอะไรก็แล้วแต่ ถือว่าเป็นเจตนาพื้นฐาน แล้วท่านก็อุทิศชีวิตของท่านเพื่องานนี้

ดังนั้น เจตนานี้จะเป็นหลักสำคัญในการมองงานของท่าน ท่านทำงานก็ทำเพื่อสิ่งนี้ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เพื่อแก้ปัญหาของโลก ทำโลกนี้ให้อยู่กันด้วยดีอย่างที่เราเรียกว่าให้มีสันติสุข นี้คือเจตนา เมื่อเราได้เจตนาเราก็ได้พื้นฐาน เป็นหลักให้จิตของเรากับจิตของท่านสอดคล้องกัน

เมื่อเรามั่นใจแน่ใจในเจตนา ในแนวคิดของท่าน ว่าเป็นไปในทิศทางของการที่จะแก้ปัญหาของโลกหรือทำโลกให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข พอมีแนวคิดพื้นฐานอย่างนี้แล้ว ต่อไปก็ทำให้สามารถมองที่ตัวหนังสือของท่าน คำพูดของท่าน ตามเจตนาที่แท้จริงของท่านได้

อาตมาจะยกตัวอย่างหนึ่งที่ว่า บางคนไปจับเอาคำพูดของท่านเฉพาะบางแง่บางส่วนแล้ว ทำให้เกิดปัญหา เช่น ยกคำของท่านมาบอกว่า พระไตรปิฎกนี้ฉีกบางส่วนทิ้งบ้างก็ได้ เหมือนกับว่ามีส่วนที่ไม่ควรใช้ไม่ควรเชื่อถือหลายเปอร์เซ็นต์ หากเราไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับตัวท่านโดยมองดูจากเจตนาพื้นฐานอย่างที่ว่า บางคนก็อาจจะคิดไปว่า โอ พระไตรปิฎกไม่น่าเชื่อถือ บางคนก็ยกไปอ้างไปทำนองนี้ แล้วบอกว่าเป็นแนวคิดท่านพุทธทาสที่มีความคิดจะปฏิวัติพระไตรปิฎกอะไรไป

ทีนี้ถ้าเราดูพื้นฐานความเป็นมาอย่างที่อาตมาเล่า อาตมามองจากการที่ได้เริ่มเรียนหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ต่อมาท่านพุทธทาสก็ออกหนังสือ จากพระโอษฐ์ เยอะ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ นี้ก็นานมาก แล้วต่อมาก็มีหนังสือ อริยสัจจากพระโอษฐ์ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ การที่มีหนังสืออย่างนี้แสดงว่าท่านมีทัศนคติต่อพระไตรปิฎกอย่างไร

อย่างน้อยท่านเอาจริงเอาจังมากกับพระไตรปิฎก ท่านอยู่กับพระไตรปิฎกมามากมาย และท่านตั้งใจค้นคว้า ซึ่งเราจะเห็นข้อความที่ท่านใช้อ้าง ท่านเป็นผู้เอาจริงจังซื่อสัตย์ต่อพระไตรปิฎก ไว้ใจพระไตรปิฎกมาก พร้อมกันนั้นท่านก็ต้องการบอกให้มีความคิดมีเหตุมีผล ไม่ให้เชื่อแบบงมงาย ว่าอะไรที่อยู่ในชุดที่เรียกว่า พระไตรปิฎกแล้วจะต้องเชื่อตามไปหมด

 

พุทธศาสนาไม่เหมือนกับศาสนาทั้งหลายทั่วไป พุทธศาสนาเน้นปัญญาให้รู้เข้าใจ เพื่อจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องแท้จริง ไม่ใช่ปฏิบัติเพราะสักแต่ว่าเชื่อ สักแต่ว่ายึดถือ ตอนนี้เองที่เป็นปัญหา เพราะคุณมีสิทธิ์ที่จะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้เสียด้วย เมื่อไม่มีข้อปฏิบัติ ไม่มีรูปแบบตายตัวที่จะรักษาตัวไว้ หลักพระศาสนาจะอยู่ได้ด้วยอะไร ก็อยู่ได้ด้วยการศึกษา ต้องศึกษาเรียนรู้แล้วจึงจะเอามาประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง เข้าถึงความหมายของคำสอนนั้น ถ้าไม่มีการศึกษาก็เหลือแต่รูปแบบที่ไม่รู้ความหมาย

                ในระยะที่ผ่านมา เราต้องยอมรับว่า การศึกษาพระพุทธศาสนาเสื่อมโทรมอย่างมาก ไม่เฉพาะคฤหัสถ์ แม้แต่พระสงฆ์ก็ยังไม่ค่อยมีการเล่าเรียนศึกษา เช่น บวชสามเดือนตามประเพณี บวชสักแต่ว่าอยู่วัด มาถึงก็ช่วยหลวงพ่อเลื่อยไม้ ปลูกกุฏิ แล้วก็สึกออกไป ไม่ได้เรียนอะไรเลย ญาติโยมยิ่งหนักเข้าไปอีก สักแต่ว่าถือตามๆ กันไป รูปแบบที่เหลืออยู่บ้าง นานเข้าก็เพี้ยน ความหมายก็ไม่เหลือ เพราะฉะนั้น พุทธศาสนานี้หากขาดการศึกษาก็ทำให้เสียหลัก

                ยิ่งพุทธศาสนาให้เสรีภาพในการคิด ทั้งยังไม่ไปบีบบังคับ ไม่ไปกีดกั้นความเชื่อถืออื่นด้วย โอกาสที่ความเชื่อถือภายนอกจะแทรกแซงเข้ามาก็ง่าย เช่น การนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นับถือเทวดา การดลบันดาล ไสยศาสตร์ มีอยู่มากมาย จึงเข้ามาปะปนจนกระทั่งนานๆ เข้าก็แยกไม่ออก สาเหตุสำคัญทำให้แยกไม่ออกก็คือไม่มีการศึกษา ไม่มีสติปัญญา ไม่รู้หลักการของพุทธศาสนาที่จะไปแยกแยะได้ เช่น การนับถือเทวดาในหมู่ชาวพุทธกับศาสนาอื่น มีศาสนาพราหมณ์ เป็นต้น แตกต่างกันอย่างไร แค่นี้ก็ตันเสียแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีความผิดเพี้ยนไปได้ง่าย

ตอนนี้อิทธิพลที่เข้ามามาก ก็คือลัทธิรอผลดลบันดาลในรูปต่างๆ ทั้งไสยศาสตร์ ทั้งเทวดาอิทธิปาฏิหาริย์ แม้จะนับถือพระ ก็มาจับเอาในรูปของผู้วิเศษ นอกจากนั้น อิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สัมผัสกับอารยธรรมตะวันตกทำให้เกิดลัทธิบริโภคนิยม ทั้งสองอย่างอันได้แก่ลัทธิรอผลดลบันดาลกับบริโภคนิยมนี้เข้ามาประสานกันดีนัก ก็เลยแผ่คลุมสังคมไทย พุทธศาสนาจึงยิ่งหมด เพราฉะนั้น การที่จะแก้ไขนำเอาพระพุทธศาสนาขึ้นมานั้น ก็ต้องลดอิทธิพลของลัทธิบริโภคนิยมกับลัทธิรอผลดลบันดาล พุทธศาสนาจึงจะปรากฏตัวออกมาได้สิ่งที่จะเข้ามาช่วยได้ก็คือความแข็งแรงของสถาบันสงฆ์ และสิ่งที่จะทำให้สถาบันสงฆ์แข็งแรงย่อมได้แก่การศึกษา

 

ดังนั้น ถ้าเราจะมองอนาคตว่าเราจะช่วยกันดำเนินการให้เป็นอย่างไร โดยผ่านแนวคิดชีวิตของท่านพุทธทาส เราก็ต้องชัดด้วยว่า แนวคิดชีวิตของท่านเป็นอย่างไร อาตมาเสนอตั้งแต่ต้นว่าให้มองตั้งแต่เจตนาของท่าน หากเราแน่ใจว่าเจตนาของท่านนี้ชัดเจนเลยว่า ท่านมีเจตนาที่จะสนองพุทธประสงค์ รับใช้พระพุทธเจ้าในการปฏิบัติตามพุทธโอวาทที่ให้ประกาศธรรมเพื่อประโยชน์สุขแก่ปวงชนจำนวนมาก เพื่อเป็นการประกาศธรรมแก่ชาวโลก ท่านตั้งใจทำงานนี้โดยการอุทิศชีวิตของท่านให้ทั้งหมด งานของท่านที่ออกมาก็สนองวัตถุประสงค์นี้ หากว่าเรามีเจตนาสอดคล้องกับท่านอย่างนี้ก็เป็นเรื่องน่าอนุโมทนา อย่างน้อยตัวเราเองก็ต้องทำเจตนาของเราให้เป็นอย่างนี้ด้วย

ที่เราจะมาวิเคราะห์มาพูดเรื่องของท่านพุทธทาสกันนี้ อย่างน้อยก็ขอให้เรามีเจตนาที่เป็นกุศล คือมุ่งว่า เราจะศึกษางานของท่าน เอามาใช้ เอามาสอน เอามาเผยแพร่ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน เพื่อทำให้โลกอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็มองว่า เป็นส่วนที่เราจะได้สนองท่านพุทธทาส

                ท่านพุทธทาสสนองพระพุทธเจ้า เมื่อเราได้มาศึกษางานของท่าน และจัดงานฉลอง ๑๐๐ ปีของท่าน เราสนองรับใช้ท่านพุทธทาสจึงกลายเป็นว่าเราได้รับใช้ทั้งสองเลย เพราะท่านพุทธทาสสนองงานของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว เราสนองงานของท่านพุทธทาส ก็เท่ากับเราสนองงานของพระพุทธเจ้าด้วย

                จึงขอให้ขยายการศึกษาให้กว้างขวางออกไปให้ทันต่อเหตุการณ์ สถานการณ์ และความคิดของชาวโลก ทำให้ได้แนวคิดต่างๆ ออกมา ทำความเข้าใจเพื่อดำเนินชีวิตสอดคล้องกับแนวคิดของท่านพุทธทาส การเข้าใจก็คงไม่ใช่แค่อ่านหนังสือ ถ้าเราจะเข้าใจงานของท่านพุทธทาสเราต้องทำความเข้าใจความเป็นมา ความเป็นอยู่ของท่าน อะไรต่างๆ ซึ่งช่วยให้เข้าใจแนวคิดของท่านมากขึ้น ความคิด สถานการณ์เหล่านั้น เป็นตัวชี้บ่ง หรืออธิบายคำสอนของท่านซึ่งจะไปบ่งชี้เจตนา ทั้งหมดนี้ย่อมช่วยให้เราเข้าใจความหมายที่แท้จริง

                อาตมานำเรื่องนี้มาพูดให้เห็นว่า ที่แท้แล้วต้องมาช่วยกันมองให้กว้างๆ ให้ครบถ้วนหน่อย อย่าด่วนผลีผลามสรุปอะไรง่ายๆ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อย่าไปด่วนตัดสินอะไรหรือใครง่ายๆ เราต้องศึกษาให้รอบคอบ เรามักจะเป็นอย่างนี้ ใครจัดงานวิจัยงานวิชาการ บางทีเราก็ต้องการให้ท่านผู้นี้มีความคิดอย่างเรา ก็ไปเอาข้อความที่เข้ากับเราไปอ้าง แต่ข้อความอื่นที่ไม่เข้ากับเรา เราก็ไม่เอามา อย่างนี้เป็นต้น ถ้าจะพูดให้ตรงความเป็นจริงแล้ว ก็จำเป็นที่เราจะต้องศึกษาให้ครบถ้วน

                จึงเป็นอันว่าหลวงพ่อพุทธทาส หากเรายอมรับว่าเริ่มตั้งแต่เจตนาของท่าน ชื่อของท่านอุทิศชีวิตเป็นทาสพระพุทธเจ้า แนวที่ท่านทำ บทบาทที่เด่นของท่านสัมพันธ์กับพุทธศาสนา พุทธศาสนาอยู่ได้ด้วยการศึกษา ว่าต้องรู้ต้องเข้าใจแล้วจึงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง มีเสรีภาพทางความคิด มีเสรีภาพทางปัญญา เมื่อมีเสรีภาพทางปัญญา ก็คือต้องศึกษาหมด ถ้าไม่มีปัญญาแล้ว เสรีภาพจะใช้อย่างไร ก็ใช้ถูกใช้ผิด

                เสรีภาพทางปัญญา คือจะต้องมีปัญญาที่จะใช้เสรีภาพ ต้องรู้ในสิ่งที่จะเลือก มีเสรีภาพทางปัญญาก็คือมีความรู้ รู้ว่าทำอย่างไรชีวิตของตัวเองจึงจะมีเสรีภาพในการเลือกให้ถูกต้อง ให้ได้ประโยชน์ หากเราไม่มีการศึกษา ไม่มีปัญญา ไม่รู้เรื่อง แทนที่จะมีเสรีภาพทางปัญญาก็กลายเป็นเสรีภาพแห่งความโง่ไปเสีย เป็นอันใช้ไม่ถูกต้อง แล้วก็อ้างกันว่าเสรีภาพทางปัญญา คนที่อ้างปัญญาก็ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เลยเกิดเป็นปัญหา อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ว่า เรามาพูดเรื่องมองอนาคตผ่านแนวคิดและชีวิตของท่านพุทธทาส

                ขอย้ำอีกนิดหนึ่งว่า เราคงไม่มองเพียงว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่มองในแง่ว่าอนาคตนั้นเราจะช่วยกันดำเนินการให้เป็นอย่างไร อันนี้น่าจะทำมากกว่า ตอนนี้เราก็ลองมาช่วยกันทำ

 

เรียบเรียง: กริช วัฒนกาล

อ้างอิง: ๑. มองอนาคตผ่านฐานคิดและชีวิตท่านพุทธทาส ปาฐกถาธรรม,

พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต)

บันทึกเทปสำหรับแสดง ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

๒. พระธรรมปิฎก ชีวิตบนวิถีแห่งพุทธปัญญา สาวิกา ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๙ สัมภาษณ์โดย รัศมี มณีนิล

 

 
BACK 

 

คัดจาก หนังสือ ร้อยคนร้อยธรรม๑๐๐ปี พุทธทาส
พิมพ์ ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๔๙ โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ