-
ธรรมะ
คือ
หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด
และทุกระดับตามกฏของธรรมชาติ
เพื่อการพัฒนาและความสุขสันติ
ทั้งทางวัตถุและจิตใจ;
แม้ที่สุดแต่ทางการเมือง
ทั้งภายนอกและภายใน
ฯ (๒๔๑)
-
ในการศึกษาธรรมะนั้น,
สิ่งที่ต้องรู้จักกันเสียก่อนอย่างชัดเจน
คือ อุปาทาน (Spiritual-Attachment)
และความทุกข์
อันเป็นผลเกิดจากสิ่งนั้น
ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
ในความรู้สึก,
มิใช่การอ่าน
หรือการคำนวณโดยเหตุผล
ฯ (๒๔๒)
-
ชีวิตเป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้,
จิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้,
โดยการเติมธรรมะลงไป
อย่างถูกต้อง
ตามกฏของอิทัปปัจจยตา
ฯ (๒๔๓)
-
โลกทั้งหมด
ขึ้นอยู่กับความรู้สึกผัสสะ,
เกิดดับอยู่กับการเกิดดับของผัสสะ;
เราจึงควบคุมและปรับปรุงโลกได้
ด้วยการกระทำต่อผัสสะ
ฯ (๒๔๔)
-
ความทุกข์ทั้งปวงสรุปรวมอยู่ที่อุปาทาน
อันแสดงอาการออกมาเป็นความรัก
- โกรธ - เกลียด -
กลัว -
วิตกกังวล -
อาลัยอาวรณ์ -
อิจฉาริษยา -
หึงหวง -
อาฆาตพยาบาท -
ความดิ้นรนทางเพศ
- ความละเหี่ย
-
และความฟุ้งซ่าน;
ดังนั้น
จงรู้จักสิ่งที่เรียกว่า
อุปาทาน
ให้ถึงที่สุด
ฯ (๒๔๕)
-
ความดับแห่งทุกข์
มีอยู่ในตัวความทุกข์;
ดังนั้น
พอรู้สึกเป็นทุกข์
ก็จงมองหาเหตุของมันในตัวมัน,
พบแล้วจะพบความดับทุกข์ที่นั่นเอง;
ราวกะว่าหาพบจุดเย็นที่สุด
ในกลางเตาหลอมเหล็กที่ลุกโชน
:
เราเรียกกันว่า
"หาพบนิพพาน
ท่ามกลางวัฏฏสงสาร!
" ฯ (๒๔๖)
-
การทำงานให้สนุก
และรู้สึกเป็นสุข
ในขณะที่กำลังทำงานนั้น
เป็นสิ่งที่ทำได้
และน่าสนใจเพียงไร
ขอให้ฟังดูให้ดี
ฯ (๒๔๗)
-
มีความรู้จริงเห็นจริงว่า
หน้าที่การงานของสิ่งที่มีชีวิตนั่นแหละ
คือธรรมะ
หรือ พระเจ้า
ที่จะช่วยได้จริงๆ;
ดังนั้น
จงทำหน้าที่ทุกอย่างด้วยความรู้สึกว่า
เป็นการปฏิบัติธรรม
ก็พอใจ
และรู้สึกเป็นสุข
ฯ (๒๔๘)
-
ความสุขตามที่คนธรรมดาสามัญเข้าใจกันนั้น
หาใช่ความสุขไม่;
เป็นเพียงความเพลิดเพลินที่หลอกลวงทางอายตนะ,
และแพงมาก :
ความสุขที่แท้จริงนั้น
ไม่ต้องใช้เงินเลย
แต่ทำให้เงินเหลือ
ฯ (๒๔๙)
-
ความสุขที่แท้จริง
เกิดจากความพอใจในการได้ทำหน้าที่
หรือปฏิบัติธรรมะ;
กลับไปบ้าน
ทำงานในหน้าที่ให้สนุก
และรู้สึกเป็นสุขเสียเมื่อกำลังทำงาน
ฯ (๒๕๐)
-
ทุกศาสนามุ่งที่ความรอด
(Emancipation)
เป็นจุดหมายเหมือนกันทั้งนั้น
: รอดตาย (ทางกาย),
รอดจากทุกข์ (ทางจิต);
แม้วิธีการให้รอดนั้นจะต่างกันบ้าง
ฯ (๒๕๑)
-
ศาสนาที่มีพระเจ้า
ก็ว่า
รอดเพราะพระเจ้าช่วยให้รอด,
พุทธศาสนาว่า
รอดเพราะการกระทำที่ถูกต้องตามกฏอิทัปปัจจยตา
-
พระเจ้าชนิดที่มิใช่บุคคล
หรือมีความรู้สึกอย่างบุคคล
ฯ (๒๕๒)
-
ถ้าดูตามความหมายของสัญญลักษณ์กางเขนแล้ว
ศาสนาคริสต์ก็สอนให้ตัดตัวตนด้วยเหมือนกัน
(ตัว I
ที่ยืนอยู่แล้วถูกตัดที่คอ);
และสอนไม่ให้ติดดีติดชั่ว
(คำสอนหน้าแรกๆ
ของคัมภีร์ไบเบิล
ที่พระเจ้าห้ามมิให้อาดัมและอีฟ
กินผลไม้ของต้นไม้ที่ทำให้รู้สึกดีชั่ว
จนติดดีติดชั่ว)
ฯ (๒๕๓)
-
ต้องรู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่า
ทางกาย -
ทางจิต -
ทางวิญญาณ
ทั้งสามอย่าง
อย่างถูกต้องทั่วถึง;
ถ้าไม่รู้
ก็จะเอาไปปนกัน
แล้วจะหาไม่พบสิ่งสูงสุด
ฯ (๒๕๔)
-
ต้องรู้จักความต่างกันของเครื่องมือดับทุกข์
ทั้งสามอย่างคือ
ความรู้ -
ความเข้าใจ -
ความเห็นแจ้งแทงตลอด
มิฉะนั้น
จะไม่เข้าถึงสิ่งที่ดับทุกข์ได้
ฯ (๒๕๕)
-
สุญญตา
(ความว่าง)
ในพุทธศาสนา
คือ Selflessness หรือ Voidness;
มิใช่ Emptiness, Nothingness,
ซึ่งเป็น Nihilism;
ช่วยระวังสักหน่อยในการศึกษา
ฯ (๒๕๖)
-
คำว่า
"ธรรมะ"
มีความหมาย ๔
อย่าง คือ
ตัวธรรมชาติ,
กฏของธรรมชาติ,
หน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ,
ผลจากหน้าที่นั้น;
เข้าใจหลักพื้นฐานเหล่านี้แล้ว
จะเป็นการง่ายที่สุด
ในการศึกษาพุทธศาสนา
อย่างถูกต้องและครบถ้วนกระบวนความ
ฯ (๒๕๗)
-
คำว่า
"ศาสนา" หรือ
Religion
คือการปฏิบัติตามระเบียบปฎิบัติ
ที่ทำให้เกิดความผูกพันกัน
ระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด
ชนิดที่มีผลเป็นการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
ฯ (๒๕๘)
-
ธรรมะ
มิได้เป็นของตะวันออก
หรือตะวันตก
แต่เป็นของทุกๆ
ปรมาณู
ที่ประกอบกันขึ้นเป็นสากลจักรวาล
(Cosmos) ดังนั้น
เป็นการน่าหัว
ที่จะพูดว่า
ศาสนาของตะวันออก
หรือศาสนาของตะวันตก
ฯ (๒๕๙)
-
โดยอาศัยอำนาจของธรรม
เราสามารถมีชีวิตชนิดที่ไม่มีการกระทบกระทั่ง
(Conflict) และ
ไม่มีความทุกข์
(Dissatisfactorness) ทุกๆ
ชนิดเหนือธรรมดา
ฯ (๒๖๐)