-
ความจริงเป็นสิ่งเดียวไม่มีคู่
(เอกํ หิ
สจฺจํ
นทุตียมตฺถิ)
;
แม้จะมีความไม่จริง
(ตามที่ใครบัญญัติขึ้น)
มันก็เป็นความจริงของความไม่จริง
(๒๑)
-
พระเจ้าที่เป็นทั้งผู้บันดาลให้เกิด
และปลดเปลื้องความทุกข์ได้แท้จริง
นั้นคือ
กฏอิทัปปัจจยตา;
จงรู้จักท่านและกระทำต่อท่านให้ถูกต้องเถิด
(๒๒)
-
พระเจ้าที่แท้จริง
เป็นหัวใจของศาสนาทุกๆ
ศาสนา
นั่นคือ "กฏ"
หรือ
ภาวะของความถูกต้องตามธรรมชาติ
เพื่อความรอดของมนุษย์";
พุทธศาสนายิ่งมีกฏหรือภาวะนั้นที่เป็นไปตามกฏอิทัปปัจจยตา
(๒๓)
-
ถ้าอยากพบ
"พระเจ้าที่แท้จริง"
อย่าตั้งปัญหาอย่างอื่นใดขึ้นมา
นอกจากปัญหาว่า
อะไรที่สร้าง
- ควบคุม -
ทำลายโลก -
ใหญ่ยิ่ง -
รู้สิ่งทั้งปวง
-
มีในที่ทั้งปวง,
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุควิทยาศาสตร์แห่งปัจจุบันนี้
(๒๔)
-
คำสอนของผู้รู้แท้จริง
แม้เป็นเวลา
๒-๓
พันปีมาแล้ว
แต่ก็ยังใช้ได้อยู่เหมือนคำพูดใหม่ๆ
สดๆ ร้อนๆ
นั้นคือ
คำสอนของพระพุทธองค์แก่ชาวกาลาม
ที่เรียกว่า
กาลามสูตร
(ดังต่อไปนี้)
(๒๕)
-
อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุเพียงสักว่า
"ฟังตามๆ
กันมา";
เพราะมันผิดมาตั้งแต่ต้นก็ได้,
เพราะเปลี่ยนไปตลอดเวลาที่ฟังตามๆ
กันมา
ก็ได้ (๒๖)
-
อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุเพียงสักว่า
"ทำตามสืบๆ
กันมา";
เพราะมันผิดมาตั้งแต่ต้น
หรือ
เปลี่ยนไปๆ
ตลอดเวลาที่ทำตามๆ
กันมา
ก็ได้ (๒๗)
-
อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุเพียงสักว่า
"กำลังเล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อน";
เพราะการเล่าลือเป็นการกระทำของ
พวกที่ไม่มีสติปัญญา,
มีแต่โมหะ
ก็ได้ (๒๘)
-
อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุเพียงสักว่า
"มีที่อ้างอิงในปิฎก(ตำรา)";
เพราะปิฎกหรือตำราทั้งหลายเกิดขึ้นและเปลี่ยนไป
ตามปัจจัยที่แวดล้อมหรือตามกฏอิทัปปัจจยตา
ก็ยังได้ (๒๙)
-
อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุเพียงสักว่า
"ถูกต้องตามหลักทางตรรกะ";
เพราะตรรกะเป็นเพียงความคิดชั้นผิวเปลือก,
ใช้เหตุผลและเดินตามเหตุผลชั้นผิวเปลือก
(๓๐)
-
อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุเพียงสักว่า
"ถูกต้องตามหลักทางนยายะ";
เพราะนยายะ
เป็นการคาดคะเน
ที่เดินไปตามเหตุผลเฉพาะหน้าในการคาดคะเน
นั่นเอง (๓๑)
-
อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุเพียงสักว่า
"ถูกต้องตามสามัญสำนึก";
เพราะสามัญสำนึกเดินตามความเคยชินของความรู้สึกชั้นผิวเปลือก
(๓๒)
-
อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุเพียงสักว่า
"ทนต่อการเพ่งด้วยทิฏฐิของตน";
เพราะทิฏฐิของเขาผิดได้
โดยเขาไม่รู้สึกตัว
(๓๓)
-
อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุเพียงสักว่า
"ผู้พูดอยู่ในฐานะควรเชื่อ";
เพราะเป็นเหตุให้ไม่คิดใช้สติปัญญาของตนเอง
ในการพิจารณา
(๓๔)
-
อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุเพียงสักว่า
"สมณะผู้พูดเป็นครูของเรา";
เพราะเป็นเหตุให้ไม่คิดใช้สติปัญญาของตนเองในการศึกษา
(๓๕)
-
ในกรณีเหล่านี้
เขาจะต้องใช้ยถาภูตสัมมัปปัญญา
หาวี่แววว่า
สิ่งที่กล่าวนั้น
มีทางจะดับทุกข์ได้อย่างไร;
ถ้ามีเหตุผลเช่นนั้น
ก็ลองปฏิบัติดู
ได้ผลแล้ว
จึงจะเชื่อและปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป
กว่าจะถึงที่สุดแห่งความดับทุกข์
(๓๖)
-
กฏของธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดมีกาย
-ใจ
อย่างที่สัตว์ทั้งหลายกำลังมี
และให้ใจคิดไปตามผัสสะจากสิ่งแวดล้อม
จนมีการบัญญัติเรื่องทิฏฐิ
เรื่องกรรม
เรื่องสุขทุกข์
เรื่องดีชั่ว
เป็นต้น (๓๗)
-
ก
ข ก กา
แห่งการดับทุกข์
คือ
การรู้ความลับของอายตนิกธรรม
๕ หมวด คือ
อายตนะภายในหก
อายตนะภายนอกหก
วิญญาณหก
ผัสสะหก
เวทนาหก
ตามที่เป็นจริงอย่างไร
ในชีวิตประจำวัน
เป็นเรื่องที่ต้องหามาศึกษาให้รู้อย่างละเอียด
(๓๘)
-
การเกิดทางร่างกายจากท้องแม่
นั้นไม่สำคัญยังไม่เป็นปัญหา,
จนกว่าจะมีการเกิดทางจิตใจ
คือเกิด
ตัวกู-ของกู
จึงจะเป็นการเกิดที่สมบูรณ์คือ
มีปัญหาและมีที่ตั้งแห่งปัญหา
กล่าวคือ
ความทุกข์
(๓๙)
-
ถ้าพ้นจากการเกิดแห่งตัวกูเสียได้
ย่อมพ้นจากปัญหาและความทุกข์ทั้งปวงได้
และจะพ้นจากปัญหาแห่งการเกิดทางกายทั้งหมด
ได้เองด้วย
(๔๐)