-
การได้เกิดมามีชีวิต
ยังไม่ควรจัดว่าบุญหรือบาป
แต่ยังเป็นกลางๆ
อยู่;
แล้วแต่ว่าเราจะจัดให้เป็นอย่างไร
คือเป็นบุญเป็นบาป
หรือให้พ้นบุญพ้นบาปไปเสียเลยก็ได้
(๔๑)
-
มนุษย์ที่ไม่เข้าถึง
หรือไม่รู้ความลับสุดยอดของมนุษย์
จะเป็นมนุษย์ไปได้อย่างไร;
มนุษย์คือผู้ที่อาจจะมีจิตใจสูง
อยู่เหนือปัญหาหรือความทุกขืพอสมควรแก่ความเป็นมนุษย์
หรือเหนือปัญหาและความทุกข์โดยสิ้นเชิง
ซึ่งเป็นยอดของมนุษย์
(๔๒)
-
มนุษย์ไม่ควรบูชาอะไร
นอกจากความถูกต้องของความเป็นมนุษย์เอง
คือความมีจิตอยู่เหนือปัญหาเหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง
ซึ่งความหมายนี้มีความหมายรวมถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์
อยู่ด้วย
ในฐานะเป็นภาวะที่ถูกต้องถึงที่สุด
(๔๓)
-
ถือศาสนาไหนอย่างไร
แล้วความทุกข์ไม่มีแก่ท่าน
ศาสนานั้นแหละถูกต้องเหมาะสมแก่ท่านอย่างแท้จริง
พุทธศาสนารวมอยู่ในศาสนาชนิดนี้
กลัวแต่ว่าท่านจะไม่รู้จักตัวความทุกข์เสียเอง
(๔๔)
-
เมื่ออบรมจิตถึงที่สุดแล้ว
จิตจะบังคับกายและตัวมันเองได้ในทุกกรณี
สำหรับจะไม่มีความทุกข์ในทุกกรณีอีกเช่นกัน;
ขอให้เราศึกษาธรรมชาติ
หรือธรรมสัจจะข้อนี้กันเถิด
(๔๕)
-
ความรู้สึกอันเป็นทุกข์ทรมาน
กับลักษณะแห่งความทุกข์ทรมาน
มิใช่เป็นสิ่งเดียวกัน;
คนอาจจะมีทุกขลักษณะโดยที่จิตไม่มีทุกขเวทนา
(๔๖)
-
คนโบราณที่รู้ธรรมะกล่าวว่า
"ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์
(ไม่น่ารัก)"
นั้น
มีความจริงว่า
ถ้าไปยึดถือเอาด้วยอุปาทานแล้ว
ทั้งความชั่วและความดี
มันจะกัดผู้นั้นโดยเท่ากัน
จงรู้จักมันกันในลักษณะเช่นนี้เถิดทั้งความชั่วและความดี
(๔๗)
-
ทารกและปุถุชนรู้จักทำอะไรๆ
ก็แต่เพื่อตนหรืออย่างมากก็เพื่อโลก;
แต่สัตบุรุษหรืออริยชน
รู้จักทำอะไรๆ
ก็เพื่อธรรม
คือหน้าที่อันถูกต้องของมนุษย์
(๔๘)
-
ธรรมะคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตทุกระดับจะต้องทำเพื่อความรอด
ทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต
ทั้งของตนเองและของผู้อื่น
ซึ่งเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน
(๔๙)
-
เมื่อกล่าวโดยพิสดาร
คำว่า "ธรรมะ"
มี ๔
ความหมาย
คือตัวธรรมชาติ
-
ตัวกฏธรรมชาติ
-
หน้าที่ตามกฏธรรมชาติ
-
และผลจากหน้าที่นั้นๆ
(๕๐)
-
ในคนเราคนหนึ่งๆ
กายและใจเป็นตัวธรรมชาติ
กฏที่บังคับชีวิตหรือกายใจอยู่
เรียกว่า
กฏของธรรมชาติ
หน้าที่ที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอดของกายและใจ
เรียกว่า
หน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ
ผลเป็นสุขหรือทุกข์ก็ตามที่เกิดขึ้น
เรียกว่า
ผลเกิดจากหน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ
(๕๑)
-
ธรรมะสามารถช่วยได้ในทุกกรณีอย่างแท้จริง;
หากแต่บัดนี้เรายังไม่รู้จักธรรมะและมีธรรมะ
อย่างถูกต้องและสมบูรณ์
โดยนำมาใช้แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและทันแก่เวลา
(๕๒)
-
เราต้องเตรียมตัวไว้อย่างสำคัญที่สุดสักอย่างหนึ่ง
คือเมื่อบางสิ่งหรือแม้ทุกสิ่งไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ
แล้วเราก็ยังไม่เป็นทุกข์อยู่นั่นเอง
(๕๓)
-
พวกเราในยุคนี้
ไม่ได้ค้นคว้าพิสูจน์ทดลองธรรมะเหมือนที่เรากระทำต่อวิชาวิทยาศาสตร์
-
ประวัติศาสตร์
- เศรษฐกิจ -
ฯลฯ
ที่เรากำลังหลงใหลกันนัก;
ดังนั้น
จึงยังไม่มีธรรมะมาช่วยเรา
(๕๔)
-
เรารู้ธรรมะไม่ได้
เพราะไม่รู้แม้แต่ปัญหาในชีวิตของตัวเอง
ที่กำลังมีอยู่
ว่ามีอยู่อย่างไร
จึงได้แต่ลูบคลำธรรมะในลักษณะที่เป็นสีลัพพตปรามาส
หรือไสยศาสตร์
ไปเสียหมด
(๕๕)
-
คนมีปัญญาแหลมคมอย่างยอดนักวิทยาศาสตร์
ก็มิได้ใช้ความแหลมคมของมัน
ส่องเข้าไปที่ตัวปัญหาอันแท้จริงของชีวิต
มัวจัดการกันแต่ปัญหาเปลือก
อันมีผลทางวัตถุ
ร่ำไป (๕๖)
-
อาจารย์สอนธรรมะ
แม้ในขั้นวิปัสสนา
ก็ยังสอนเพื่อลาภสักการสิโลกะของตนเองเป็นเบื้องหน้า
แล้วจะไม่ให้โมหะครอบงำทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ได้อย่างไร
(๕๗)
-
คนมาเรียนธรรมะวิปัสสนา
หวังจะได้อัสสาทะ(รสอร่อย)
แก่กิเลสของเขา
ตามรูปแบบนั้นๆ
ยิ่งขึ้นไป
จึงไม่พบวิธีที่จะลิดรอนกำลังของกิเลสเอาเสียเลย
(๕๘)
-
ผู้ที่เรียนโดยมาก
ไม่ได้เรียน
ด้วยจิตใจทั้งหมด
เพราะยังแบ่งจิตใจไว้ส่วนหนึ่ง
เพื่อลองภูมิอาจารย์
หรือ
แย่งตำแหน่งอาจารย์
ก็ยังมี
ดังนั้น
จึงเรียนได้น้อย
รับเอาไปน้อย
(๕๙)
-
แม้จะเป็นคนบรมโง่สักเท่าไร
เขาก็ยังคิดว่า
เขายังมีอะไรที่ดีกว่าอาจารย์
อยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง
; ดังนั้น
จึงมองข้ามความรู้ของอาจารย์เสียบางอย่าง
หรือมากอย่างก็ยังมี
(๖๐)