นางเคลื่อน พานิช 
ผู้ริเริ่มให้ทุนในการก่อตั้ง 
คณะธรรมทาน ไชยา

มารดาท่านอาจารย์พุทธทาส

 

มาตุบูชานุสรณ์

รำพึงเพื่อเป็นการระลึกแด่แม่ผู้ล่วงลับไปแล้ว 
(โดยคุณในกิจการของคณะธรรมทาน)

การหาเงินมาใช้จ่ายเพื่อกุศลสาธารณประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะที่ยังไม่มีใครเขารู้จักและไว้ใจนั้น นับว่าเป็นภาระหนักเท่าภูเขาหลวง พวกเราคิดจะเปิดกิจการคณะธรรมทานและจัดสร้างสวนโมกขพลาราม ตลอดจนออกหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาขึ้นในชนบทน้อยๆ ห่างไกลนครหลวง ทั้งๆ ที่มหาชนส่วนใหญ่ยังไม่เคยทราบว่า เราก็มีชีวิตอยู่ในโลกนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน ปัญหาเรื่องความช่วยเหลือจากสาธารณชน จึงมืดมนท์จนไม่มีหวัง เมื่อเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นที่ไหนบ้าง ก็ดูจะมีแต่คนที่ตั้งข้อสงสัยว่า เด็กๆ เหล่านี้ มันจะอวดดีไปถึงไหนกัน เมื่อความมืดมนท์ในทางการเงินมีอยู่รอบด้าน ทุกทิศทางเช่นนี้ เราจึงมีที่มองเห็นอยู่ผู้เดียวคือ แม่.

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ ๑๗ ปีมาแล้ว แม้แต่แม่เอง ก็ไม่วายนึกสงสัยเช่นเดียวกับผู้อื่น ว่า "เด็กๆ เหล่านี้ จะอวดดีไปถึงไหนกัน จะทำความฉิบหายหรือความเจริญกันแน่" แต่อาศัยความรักและสงสารในลูกๆ รวมกันบ้าง กับความไว้ใจที่ไม่เคยทำอะไรเหลวไหลมาก่อน แม่จึงยอมพิจารณาความประสงค์ และการต้องการความช่วยเหลือของพวกเราอย่างยุติธรรมและละเอียดลออ. และในที่สุด แม่ยอมให้ใช้เงิน "เพื่อนผี" ของแม่เองทั้งหมด โดยแม่มีความกล้าพอที่จะผจญกับความแก่ชราและความตายในอนาคต โดยไม่ต้องมีทุนสำรอง และไม่มีที่หวังอะไร มากไปกว่าความกตัญญูกตเวทีของลูกหลานข้างหน้า. "เงินเพื่อนผี" ของแม่ จึงถูกเปลี่ยนเป็น "เงินบำเพ็ญบุญประจำตระกูลพานิช" ไปโดยคำสั่งของแม่เอง ตั้งแต่วันนั้น.

ความกล้าหาญของแม่นั้น เป็นไปตามอำนาจแห่งเหตุผล. เราต้องตอบปัญหายากๆ หลายข้อที่แม่ถาม ซึ่งถ้าพลาดไปสักข้อหนึ่ง บางทีเรื่องของเราจะถึงกับยุติไปแล้วก็ได้. แม่เหมือนกับคนทั้งหลายในการที่อยากสร้างโบสถ์สวยๆ และอื่นๆ เหมือนที่ผู้มีอายุมากคิดจะทำกัน ต่อข้อถามที่ว่าไปสร้างกระท่อมเล็กๆ ทิ้งไว้ในป่ารก และออกหนังสือพิมพ์ขายดังที่ใครเขาก็ทำกันอยู่หลายคนแล้วนั้น มันจะได้บุญอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนั้น., เราต้องตอบแม่ว่า ทำเช่นนี้ได้บุญมากกว่าสร้างโบสถ์สัก ๑๐ หลัง. เพื่อให้แม่หายงงและเข้าใจได้ เราต้องเปรียบเทียบด้วยการคำนวณ ว่า เมื่อกิจการของเราดำเนินไปถึงขั้นที่ทำให้คนจำนวนหนึ่ง เกิดความสว่างในธรรมของพระพุทธเจ้า และคนจำนวนหนึ่งเกิดความกระตือรือร้น ในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็ยังเห็นว่า โบสถ์สิบหลังนั้น ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นแสงสว่างให้แก่มนุษย์อยู่นั่นเอง ไม่กระตุ้นใครให้วิ่งไปสู่ที่สงัดเพื่อการปฏิบัติธรรม และในครั้งพุทธกาลก็ไม่เคยมีโบสถ์ แม้ในครั้งหลังๆ ต่อมาจะมีโบสถ์ ก็ไม่ต้องสวยๆ ราคาตั้งหมื่นตั้งแสนอย่างทุกวันนี้ แม้กิจการของเราจะลงทุนเพียงไม่กี่ร้อย ก็ยังให้แสงสว่าง และให้กำลังน้ำใจในการปฏิบัติธรรมแก่เพื่อนมนุษย์ยิ่งกว่าโบสถ์ราคารวมกันตั้งล้านนั้นจะให้ได้ ผิดกันบ้างก็ตรงที่โบสถ์นั้นๆ ตั้งอยู่ตระหง่านเป็นที่เชิดหน้าชูตาคนสร้าง ส่วนเรื่องของเราไม่มีอะไรที่เป็นวัตถุตั้งอยู่ตระหง่านเช่นนั้นเลย เป็นเรื่องของฝ่ายนามธรรมมากกว่า. แต่เมื่อมานึกถึงว่า วัตถุเช่นโบสถ์ เป็นต้น ที่สวยงามถึงขนาด ทำให้คนติดมั่นจนกลายเป็นกรงขังจิตใจไปเสียแล้ว เรามาทำหน้าที่เป็นฝ่ายตรงข้าม คือฝ่ายแก้ไข หรือปล่อยนักโทษเหล่านั้นออกจากเรือนจำจะดีกว่า. ที่สุด พวกเรารู้ได้ว่า แม่เข้าใจและเห็นด้วย ทั้งที่หัวเราะ. 

BACK 
บทความคัดจาก หนังสือพิมพ์พุทธสาสนา รายตรีมาส ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๓ สิงหาคม ๒๔๙๑