นางเคลื่อน พานิช 
ผู้ริเริ่มให้ทุนในการก่อตั้ง 
คณะธรรมทาน ไชยา

มารดาท่านอาจารย์พุทธทาส

 

มาตุบูชานุสรณ์ (ต่อ)

รำพึงเพื่อเป็นการระลึกแด่แม่ผู้ล่วงลับไปแล้ว 
(โดยคุณในกิจการของคณะธรรมทาน)

ต่อข้อถามของแม่ที่ว่า ดูมันเป็นเรื่อง ใหญ่โตขนาดพลิกแผ่นดิน พวกเรากำลังน้อยเช่นนี้ จะไม่เจียมตัวบ้างเทียวหรือ. เราชี้แจงให้แม่หายเข้าใจผิดว่า เราไม่สามารถถึงกับพลิกแผ่นดิน เราสามารถเพียงทำไปเรื่อยๆ ตามสติกำลัง มีผลเท่าไร ก็เอาเท่านั้น แต่เราหวังอยู่ว่า การกระทำด้วยความจงรักต่อพระศาสนาของเรานี้ อาจมีคนเอาไปคิดไปนึก แล้วอาจมีคนทำตามมากขึ้น จนกระทั่ง ผู้มีอำนาจท่านทำ หรือประชาชนทั้งโลกพากันทำ มันก็อาจมีการพลิกแผ่นดินได้เหมือนกัน แม้เราจะไม่ได้พลิกเอง ผลก็เท่ากัน เราคงยังเจียมตัว และไม่ต้องอกแตกตายเพราะข้อนั้น แต่เราได้รับผลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ซึ่งจะมากยิ่งกว่าโดยตรงเสียอีก.

แม่ตั้งคำถามที่ไม่สู้ยากแก่การตอบอีกหลายข้อ แต่ก็ผ่านไปได้เช่นเดียวกับข้อที่ยากๆ ข้างต้น เช่นถามถึงว่า มีความรู้พอที่จะทำกันได้หรือ ในเรื่องความรู้นี้ พวกเรามีหลักว่า ส่วนใหญ่แห่งกิจการของเรานั้น เป็นการกระตุ้นผู้ที่มีการศึกษามาแล้ว ให้ขะมักเขม้นในการปฏิบัติธรรม ตามความรู้ที่เรียนมาแล้ว มากกว่าที่เราจะตั้งตนเป็นครูสอนเขา และเราทำตนเป็นผู้อุปัฏฐากหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติ ตามที่เราจะทำได้ (ตามที่เคยประกาศในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ให้เป็นที่ทราบทั่วกันแล้ว) ต่างหาก ส่วนความรู้อื่นๆ เป็นพิเศษนั้น เชื่อว่าเราพอจะหามาแจกจ่ายเป็นธรรมทานได้สมกับที่เป็นองค์การเล็กๆ ในชนบทบ้านนอก แม้จะบกพร่องบ้างก็คงมีคนให้อภัย ส่วนความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะเป็นเอกชนคนหนึ่งนั้น เรามีมากพอในปัญหาที่ว่า เราจะช่วยกันส่งเสริมพระศาสนาของเราได้อย่างไร และอาจเป็นการแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นได้ด้วย ทั้งหมดนี้ จะเป็นผลดีแก่พระศาสนาแน่นอน, ทั้งยังไม่มีใครทำกันเป็นกิจจะลักษณะ นับว่าเราทำในส่วนที่ยังขาดอยู่ให้เต็ม.

หนังสือพิมพ์ "พุทธสาสนา" ฉบับแรกเมื่อแม่ได้มีโอกาสนึกทบทวนนานพอสมควรแล้ว วันหนื่ง ก็ได้สั่งให้ทำหนังสือพินัยกรรมขึ้นเป็นหลักฐาน ตามข้อความสำคัญที่ตกลงกันในวันก่อนและในที่สุด กิจการของคณะธรรมทานก็เกิดขึ้นเป็นรูปร่าง ดำเนินมาด้วยความเสียสละของพวกเราพร้อมญาติมิตรบางคน. หนังสือพิมพ์พุทธสาสนารายตรีมาสแรกออก ยังไม่มีใครรู้จักเลยในโลก ต้องแจกฟรีด้วยวิธีให้คูปอง ขอแต่ค่าแสตมป์ส่งหนังสือเท่านั้น เป็นดังนี้ตลอดปีแรก ทำให้เป็นที่น่าหวั่นไหวทางด้านการเงินก็ดี คนบางพวกแปรความหมายของพวกเราผิด เห็นการกระทำของพวกเราว่าเป็น "ศิษย์นายนรินทร์กลึง" ไปก็ดี ตลอดจนพระที่อยู่ในสวนโมกขพลาราม ถูกคนบางคนเข้าใจว่าเป็นคนบ้าก็ดี เหล่านี้ได้เกิดเป็นความอลเวงขึ้นในยุคแรกๆ ของคณะธรรมทาน แต่เดชะบุญที่แม่ก็ยังยิ้มได้เหมือนกับพวกเรา มิฉะนั้น ความเลิกล้มก็จะมีขึ้น ตั้งแต่ขณะนั้น ถ้าหากแม่ออกปากมาคำเดียวว่า หยุด.

ด้วยเหตุนี้เอง ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย ที่เป็นอนุสรณ์ถึงแม่ อันติดตรึงอยู่ในใจพวกเรานั้น ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่าเหตุการณ์ในตอนนี้ ซึ่งหมายถึงความรัก ความไว้วางใจ ความอดทน และความกล้าหาญของแม่ ที่เสียสละไปในการสนับสนุนกิจการของคณะธรรมทาน จนฝ่าพายุใหญ่ไปได้. แม้ในตอนแรกๆ แม่จะไม่ได้รับความปลื้มอกปลื้มใจ จากกิจการของคณะธรรมทาน เพราะมีแต่เมฆหมอกแห่งอุปสรรคและความอดทน ก็ตาม หลายปีต่อมา พวกเราค่อยมีความสุข ที่เห็นแม่เกิดปีติปลื้มใจในกิจการที่ทำได้บ่อยๆ บางวัน มีหนังสือส่งมาจากต่างถิ่น ประกาศความรู้สึกอนุโมทนาในกิจการของคณะธรรมทานด้วยใจจริงตั้งหลายฉบับ บางรายยืนยันถึงความสว่างแจ่มแจ้ง ซึ่งเขาได้รับจากหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ของคณะธรรมทานโดยเฉพาะ อย่างที่จะขอบใจไม่ถูก เป็นว่าเรามีพยานรับสมต่อแม่ ในข้อที่ว่า กิจการของเราที่จัดขึ้นนี้ ทำความสว่างให้เกิดขึ้นในหัวใจมนุษย์ มากกว่าที่โบสถ์สวยๆ ๑๐ หลัง ทำให้ได้ ดังที่เคยเป็นปัญหาเมื่อตอนต้นๆ ยิ่งนานวันเข้า จดหมายประเภทนี้ ก็ทวีมากยิ่งขึ้น จนไม่เป็นที่สนใจของแม่ เป็นอันว่า พวกเราได้เปลื้องข้อผูกพัน ซึ่งเป็นความพะวงสงสัยออกไปได้สิ้นเชิงแล้ว เราสามารถทำกุศลเจตนาของแม่ ให้เต็มเปี่ยมทั้ง ๓ กาลแล้ว!

ต่อมา กิจการของเรา ปรากฏว่ามีผู้เอาอย่าง. หนังสือพิมพ์ทางศาสนาเกิดมีออกเพิ่มขึ้นใหม่ๆ ที่เคยออกแล้วหยุดไปนาน นับตั้งสิบๆ ปี ก็ลุกขึ้นมาใหม่ทันที. สวนสงัดตามหลักการของสวนโมกขพลาราม ก็เกิดมีขึ้นเป็นแห่งๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว ก็ปรับปรุงกันใหม่ และได้ติดต่อกัน โดยมีคณะธรรมทานเป็นสื่อกลาง กิจการแบบโรงเรียนพุทธนิคม ก็กำลังอยู่ในความสนใจของผู้มีกำลังและความคิดอยู่ทั่วๆ ไป ที่ปรากฏว่า ได้ลงมือทดลองดำเนินตามแล้วก็มี. เป็นที่เห็นชัดกันอยู่ว่า ผู้มีกำลังเหล่านั้น จะต้องทำได้เป็นปึกแผ่นมั่นคงดีกว่าพวกเรา ซึ่งมีกำลังน้อยและทำพอเป็นตัวอย่าง มากกว่าที่จะเป็นการออกหน้าออกตาของประเทศชาติได้. ในที่สุด ก็กล่าวได้ว่า แม่ได้เห็นประจักษ์ชัดด้วยตาตนเองตลอดเวลา ๑๗ ปีที่แล้วมา จนกระทั่งถึงแก่กรรม เมื่อเวลา ๔.๐๐ น. ของวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๔๙๑.

การที่คณะธรรมทานก่อรูปขึ้นมาได้ ในท่ามกลางความมืดมนท์ทางการเงิน มีแม่ผู้เดียวเป็นผู้ช่วยบันดาลความสำเร็จก็ดี การที่แสงสว่างเกิดขึ้นในดวงใจของเพื่อนมนุษย์ เท่าที่มีมูลมาจากการกระทำของคณะธรรมทานก็ดี แลกำลังใจที่เกิดขึ้นแก่เพื่อนพุทธบริษัททั้งหลาย ในการช่วยกันรื้อฟื้นและส่งเสริมการปฏิบัติธรรมและพระศาสนาในด้านอื่นทั่วไป อันมีมูลมาจากคณะธรรมทาน ในเบื้องต้นก็ดี เหล่านี้เราขอจบหัตถ์ ยกขึ้นเป็นเครื่องสักการะอัฐิของแม่อีกวาระหนึ่ง และเนื่องจากเราจนทรัพย์ จึงไม่สามารถบำเพ็ญทักษิณาทานอันมีขนาดใหญ่หลวงแก่แม่ และแม้จะมีวิชาความรู้บ้าง ก็อยู่นอกความนิยมของสังคมที่ทรงอำนาจส่วนใหญ่ ฉะนั้น จึงขอวิงวอนสังคมส่วนน้อย เฉพาะเท่าที่เข้าใจและพอใจในกิจการของคณะธรรมทานได้ดี จงช่วยกันสวดภาวนา เพื่อสุคติของแม่ ผู้ล่วงลับไปโดยร่างกายสู่ปรโลกแล้ว โดยพร้อมเพรียงกันเถิด.

ลูก และ หลาน 

BACK 
    บทความ คัดจาก หนังสือพิมพ์พุทธสาสนา รายตรีมาส ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๓ สิงหาคม ๒๔๙๑