สังโยชน์ ๑๐

  ๑. สักกายทิฏฐิ

  ๒. วิจิกิจฉา

  ๓. สีลัพพตปรามาส

  ๔. กามราคะ

  ๕. ปฏิฆะ

  ๖. รูปราคะ

  ๗. อรูปราคะ

  ๘. มานะ

  ๙. อุทธัจจะ

๑๐. อวิชชา

 

 

 

สังโยชน์ ๑๐ (ต่อ)

สังโยชน์ที่ ๕ เรียกว่า ปฏิฆะ- ความรู้สึกไม่ชอบใจ หงุดหงิด กระทบกระทั่งแห่ง
จิต จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็ได้, หรือแม้แต่โกรธอยู่เล็กน้อย หงุดหงิด หงุดหงิด
นิดๆ อยู่ในใจก็ได้ เรียกว่า ปฏิฆะทั้งนั้น แหละคือ ความโกรธ ทั้งนั้นแหละ ความ
กระทบกระทั่งแห่งจิต คือจิตไม่ชอบใจ, จิตดิ้นรนด้วยสิ่งที่มากระทบกระทั่ง เรียก
ว่า ปฏิฆะ บางทีไม่มีเหตุผลอะไรก็เกิดปฏิฆะขึ้นมาได้ด้วยความคิดที่ผิดๆ ความจำ
แต่หนหลังนานแล้วก็เอามาคิดนึกให้จิตเกิดปฏิฆะ กระทบกระทั่งอย่างนี้ก็ได้. ที่เป็น
ปัญหาโดยมากมันเป็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่องของสัญญาในอดีต เอามาคิดให้กระทบ
กระทั่งในจิตใจ ให้มันมากกว่าที่จะมีเรื่องจริงเฉพาะหน้าเข้ามากระทบ, ถึงเรื่อง
จริงเข้ามาเฉพาะหน้ากระทบ มันก็เป็นปฏิฆะเหมือนกัน; แต่ดูมันจะหายไปเร็วกว่า
ที่ว่าจะไปเอาเรื่องเก่าๆ ในอดีตในความจำมาคิดมานึกแล้วเกิดปฏิฆะ. แล้วเราก็อยู่
ด้วยความปฏิฆะ ไม่พอใจได้ง่าย, เดี๋ยวก็ด่าฝน, เดี๋ยวก็ด่าแดด, เดี๋ยวก็ด่าลม, เดี๋ยว
ก็ไม่พอใจอะไรๆ ที่มันเข้ามาเกี่ยวข้องมาถูกต้อง; นี้มันปฏิฆะ อยู่ที่กรุงเทพฯ คงจะ
ปฏิฆะด้วยยุงมากกว่าที่นี่, ไม่มีความปกติแห่งจิต มันปฏิฆะมันหงุดหงิด หงุดหงิด,
ถ้ามีจิตใจสูงพอ มันก็ไม่ต้องเป็น

เดี๋ยวนี้มันมีความเห็นแก่ตน พอไม่ได้อย่างตนต้องการมันก็ปฏิฆะ, แล้วมันโกรธ
หรือปฏิฆะมากกว่าความเป็นจริง เรามักจะโกรธอะไรมากเกินกว่าความเป็นจริง;
 เช่น ยุงกัดนิดเดียวมันโกรธตั้ง ๑๐ เท่า ๑๐๐๐ เท่า เหมือนกับเป็นเรื่องใหญ่
เรื่องโต นี่มันเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง มีการกระทบกระทั่งแห่งจิต เพราะมี
สัญชาตญาณตัวตน ไม่อยากให้อะไรมาลบหลู่ ดูหมิ่นตน, ไม่อยากให้มากระทบ
กระทั่งตน, ไม่อยากให้มาทำความเจ็บปวด แม้แต่รำคาญให้แก่ตน; แมลงวันหรือ
แมลงหวี่มาตอมที่ตา ก็โมโหโทโสเป็นยักษ์เป็นมาร, ถึงขนาดเป็นยักษ์เป็นมารก็ได้
นะ แมลงหวี่มาตอมที่ตา คิดดูให้ดีว่า ปฏิฆะนี่ก็ไม่ใช่ของเล่น มันเป็นของที่ทำลาย
ความสงบสุขความเยือกเย็นแห่งจิต.

ทีนี้ สังโยชน์ ข้อที่ ๖ รูปราคะ. ข้อที่ ๗ อรูปราคะ เครือเดียวกัน กามราคะ
มันไปพอใจติดแน่นในวัตถุปัจจัยของกาม, นี้รูปราคะมันพอใจติดแน่นในรูปล้วนๆ
ไม่เกี่ยวกับกาม, ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกทางกาม. ธรรมดาเขาอธิบายไว้ว่า ใน
พรหมโลก ที่เป็นรูปพรหม, ในเทวโลกที่เป็นกามาวจรมีกามารมณ์ มีอะไรนั้น ก็
เรียกว่า กามโลก. ถ้าว่าในชั้นพรหมไม่มีกามอย่างนั้น มีแต่รูปบริสุทธิ์เรียกว่า
รูปโลก, แล้วในพวกที่ไม่มีรูป เรียก อรูปพรหมนี้ก็อรูปโลก. แต่มันไกลตัวไป จะ
พูดอย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน.

เราจะพูดใกล้ๆ ตัว ก็คือ กำหนัดพอใจยินดีในสิ่งที่เป็นรูป, แต่ไม่มีความหมาย
แห่งกาม คนที่เขาชอบใจของบางอย่าง, เช่นว่า ชอบเครื่องลายคราม ชอบเครื่อง
มือเครื่องใช้อะไรที่ไม่ได้เกี่ยวกับกาม ไม่ได้เกี่ยวกับเพศ, ชอบเล่นต้นไม้ เล่น
โกศล เล่นบอน นกเขา ปลากัด อะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็เรียกว่า เป็นพวกรูป ได้
เหมือนกัน คือไม่มีเกี่ยวกับกาม, แล้วก็มีปัญหาได้มากเหมือนกัน, มันเป็นได้ถึง
กับว่า บางคนรักนกเขายิ่งกว่าลูกกว่าเมีย, บางคนมันรักไก่ชนยิ่งกว่าลูกกว่าเมีย.
นี่มันเป็นเรื่องไม่ใช่กามแต่มันบ้าถึงขนาดเดียวกันก็ได้, นี่เรียกว่า พวกรูปราคะ -
กำหนัดยินดีในสิ่งที่เป็นรูปล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับกาม ก็มีอยู่โดยมาก, โดยเฉพาะ
พวกสะสมของเล่น-สะสมของเล่นใครสะสมของเล่น มันตกอยู่ในข้อนี้

นี้ข้อถัดไป อรูปราคะ - สิ่งที่ไม่มีรูปเป็นนาม กำหนัดยินดี ที่จะเห็นได้ง่ายๆ ก็
ยินดีในชื่อเสียง, ยินดีในเกียรติยศชื่อเสียง เป็นบ้าเป็นหลัง หลงใหลในเกียรติ
ยศชื่อเสียง ไม่ได้ก็ฆ่าตัวตายเลย, นี่ชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นต้นนี้ แม้แต่บุญกุศล
เป็นต้นนี้ ไม่มีตัวตนที่เป็นรูป จัดเป็นพวกอรูป ก็เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดี
ด้วยราคะได้เหมือนกัน จึงเรียกว่า อรูปราคะ, ใครมันบ้าชื่อเสียง บ้าเกียรติ บ้า
อะไรจนตัวตายก็ไม่ว่า, นี่คือพวกอรูปราคะ พวกเรานักเรียนก็คงจะมี จะไปหา
ชื่อเสียงให้แก่ทีมฟุตบอล หรือหาชื่อเสียงให้ทีมอะไรต่างๆ ซึ่งมันเป็นเพียงอรูป
ก็กำหนัดพอใจยินดีอย่างยิ่งเหมือนกัน กับเรื่องกามก็ได้ นี่เรียกอรูปราคะ.

กามราคะก็ดี รูปราคะก็ดี อรูปราคะก็ดี ทั้ง ๓ อย่างนี้ มาจากสัญชาตญาณแห่ง
ความมีตัวตน สำหรับจะไปรักใคร่ยึดถือยินดีในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยอำนาจความ
โง่ คืออวิชชา ราคะความยินดีต้องมาจากอวิชชา คือความโง่; ถ้าไม่มีความโง่
ไม่มีอวิชชา มันก็เป็นเพียงความต้องการหรือความประสงค์ที่บริสุทธิ์ ไม่มีโทษ
ไม่มีความเลวร้ายอะไร. แต่ถ้ามันต้องการด้วยอวิชชา คือความโง่แล้ว มันก็เป็น
กิเลสหมด.

นี่เรียกว่า รู้จักแยกกันเสียบ้าง กำหนัดยินดีด้วยกิเลส ด้วยอวิชชา ด้วยโมหะ มาก
จนถึงเรียกว่า ราคะ; แต่ถ้าว่า รักธรรมะถึงขนาดนั้น เรียกว่า ธรรมราคะ ก็เคยมี;
แต่เป็นคำที่ไม่ใช่ใช้ประจำ เป็นคำพิเศษใช้ในบางครั้ง บางกรณี เรียกว่า ธรรม
ราคะ. ถ้าเป็นธรรมราคะที่ถูกต้องก็ไม่มีโทษอะไร, แม้จะมีคำว่าราคะๆ ต่อท้าย.

เดี๋ยวนี้เรามีกามราคะ-กำหนัดยินดีในกาม, รูปราคะ-กำหนัดยินดีในสิ่งที่มีรูป
แม้ไม่เกี่ยวกับกาม, แล้วกำหนัดยินดีในสิ่งที่ไม่มีรูปแม้ไม่เกี่ยวกับกาม สามราคะ
นี้ทำไปด้วยอวิชชา ดูให้ดีนะว่า ยินดีในกามก็ได้, ยินดีในสิ่งรูปล้วนๆ เช่นของ
เล่นเป็นต้นก็ได้, ยินดีในเกียรติยศชื่อเสียงอะไรก็ได้ เป็นอรูป มาจากสัญชาตญาณ
แห่งความมีตัวตน, อยากจะให้มีสิ่งสนับสนุนบำรุงบำเรอ อยากมีไว้อวดเป็นต้น
มาจากสัญชาตญาณ

สังโยชน์ข้อที่ ๘ มานะ มานะ มานะมาอีกแล้ว เมื่อตะกี้พูดไปทีหนึ่งแล้ว เรื่อง
มานะ, มาตอนนี้อีกทีมาเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๘ มานะ ความสำคัญมั่นหมายแห่ง
ตัวกูว่าดีกว่า
ว่าเสมอกัน ว่าเลวกว่า นี่พูดแล้ว ไม่ต้องพูด เมื่อตะกี้พูดไปหยกๆ
มันก็มีปัญหาแก่จิตใจ เกิดความสำคัญมั่นหมายอย่างนั้นขึ้นมา ก็มีความดิ้นรน
ทุรนทุรายในความหมายใดความหมายหนึ่งแน่นอนละ สำคัญว่าดีกว่าเขา ก็
ทุรนทุรายไปอย่างหนึ่ง, สำคัญว่าเสมอกับเขา ก็ทุรนทุรายไปอย่างหนึ่ง, สำคัญ
ว่าเลวกว่าเขาก็ทุรนทุรายไปอย่างหนึ่ง เป็นเครื่องผูกให้ติดอยู่กับความทุกข์
อย่างนี้ นี่เรียกว่ามานะ. เป็นเครื่องผูกข้อที่ ๘ มาจากสัญชาตญาณแห่งความ
มีตัวตน, แล้วมันมีสัญชาตญาณแห่งการที่จะยกหูชูหาง คือสัญชาตญาณแห่ง
การอวดตน มีอาการจะยกหูชูหางมันจึงเป็นปัญหา

ทีนี้ สังโยชน์ข้อที่ ๙ อุทธัจจะ - ความที่จิตฟุ้งขึ้น ฟุ้งซ่านอย่างเลวร้าย ฟุ้งซ่าน
ฟุ้งซ่านอย่างคนฟุ้งซ่านนั้นก็เรียกว่า อุทธัจจะ แต่เดี๋ยวนี้ ฟุ้งซ่านเพียงว่า จิต
หวั่นไหวแม้นิดเดียว, แม้นิดเดียว ก็เรียกว่า อุทธัจจะ คือจิตไม่ปกติ จิตพลุ่ง
จิตรู้สึกขึ้นมา เป็นความหวั่นไหวผิดจากปกติ. ยกตัวอย่างว่า เหมือนอย่างว่า
บุรุษไปรษณีย์ เขาถือจดหมายเดินเข้ามาจะส่งให้เรา พอเข้ามาในบ้าน จิต
ของเราก็เป็นอุทธัจจะ เพราะหยุดไม่ได้, ยิ่งบุรุษถือโทรเลขเข้ามาในบ้าน
จิตก็เป็นอุทธัจจะ ไม่รู้จะเรื่องดีเรื่องร้ายอะไร. นี้คือว่า จิตมันผิดจากปกติ
แล้วก็เรียกว่า อุทธัจจะ พลุ่งขึ้นมา ลุกขึ้นมา ซึ่งเป็นธรรมดา แล้วมีมากเรื่อง
มากราว ได้ยินได้ฟังอะไรก็ตาม จิตมันผิดจากปกติ สงบอยู่อย่างเดิมไม่ได้
เพราะเป็นปุถุชน มีสัญชาตญาณแห่งตัวตน ระแวงอยู่ซึ่งประโยชน์แห่งตน
หรือว่าความได้ ความเสียของตน; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่กำลังแข่งขัน
เล่นการพนันมีการแข่งขันอะไรกันอยู่ เช่นเล่นการพนันเป็นต้น จิตจะมี
อุทธัจจะตลอดเวลา เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันอาจจะเป็นสุขสำหรับคนโง่
ที่นั่งเล่นไพ่ได้จนสว่าง, หรือว่าตีปิงปอง แทงบิลเลียดได้จนสว่าง มันอาจ
จะเป็นของคนโง่พอใจ. แต่ที่จริง มันเป็นความไม่สงบของจิตเรียกว่า อุทธัจจะ.

ทีนี้อันสุดท้าย สังโยชน์ข้อที่ ๑๐ อันสุดท้าย เรียกว่า อวิชชา คำนี้ ตัว
หนังสือแปลว่า ไม่มีความรู้ คือไม่มีวิชชานั่นแหละเรียกอวิชชา. แต่ว่า
คำว่า วิชชาๆ นี้ เขาหมายความเฉพาะความรู้ที่ถูกต้อง, ที่ใช้ประโยชน์
ได้ ที่ดับทุกข์ได้ จึงจะเรียกว่า วิชชา, ทีนี้มันไม่มีวิชชา อันนี้มันจึงเป็น
อวิชชา, แม้จะมีความรู้มาก แต่มันไม่มีประโยชน์ ไม่ดับทุกข์ได้ ก็ไม่
เรียกว่า มีวิชชา, ถ้าไม่มีความรู้ที่จะดับทุกข์ได้ แล้วก็ไม่เรียกว่ามีวิชชา
ยังมีค่าเท่ากับอวิชชาอยู่. เขาจะไปเรียนเรื่องต่างๆ ได้ปริญญา มาไม่รู้กี่
สิบปริญญาแต่ไม่มีเรื่องดับทุกข์เลย ในทางธรรมะไม่เรียกว่าวิชชา, ต่อ
เมื่อมันมีส่วนแห่งการดับทุกข์ได้ จึงจะเรียกว่าวิชชา. นี่คือสัญชาตญาณ
เดิมแท้ ที่ไม่ได้ประกอบมาด้วยวิชชา, มันประกอบมาด้วยความไม่มีวิชชา
มันจึงเอียงไปเป็นกิเลส แต่พอสัญชาตญาณอันนี้แหละ ความรู้มีลักษณะรู้
อาการแห่งความรู้ อบรมให้เจริญทำให้ดีให้มาก จนมีความรู้ที่มีประโยชน์
ที่ดับทุกข์ได้เกิดขึ้น จึงเรียกว่า มีวิชชา เลยรอดตัว. ถ้าเราไม่สนใจเรื่องนี้
ไม่รู้เรื่องนี้, เราก็มีอวิชชาอยู่ตลอดเวลา.

ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า การศึกษาหมาหางด้วน มันรู้มาก รู้มาก รู้มาก แต่เรื่อง
หนังสือกับวิชาชีพ, แต่ไม่มีความรู้เสียเลย ว่าจะดับทุกข์ในจิตใจกันอย่างไร
ฉะนั้นการศึกษาทั่วโลกเวลานี้เป็นการศึกษาหมาหางด้วน เพราะไม่ประกอบ
ไปด้วยวิชชาที่ดับทุกข์ได้, มีแต่วิชชาที่จะทำอะไรเพื่อปากเพื่อท้องเพื่ออาชีพ,
พอเผลอเข้า ควบคุมไม่ได้, อันนั้นเกิดเป็นพิษขึ้นมา, เกิดปัญหาเกิดความทุกข์
อะไรขึ้นมา เพราะวิชชาชนิดนั้น ไม่ควบคุมความโลภได้, ไม่ควบคุมความ
โกรธได้, ไม่ควบคุมความหลงได้; นี้เราไม่เรียกว่าวิชชา, มีค่าเท่ากับอวิชชา.
ตลอดเวลาที่เรายังไม่มีวิชชา เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจสัญชาตญาณที่ปราศจาก
วิชชา, สัญชาตญาณเดิมๆ มีตัวตนแล้วก็เห็นแก่ตัวตน ยิ่งเห็นแก่ตัวตนก็ยิ่ง
ไม่มีวิชชา ยิ่งมีอวิชชา อวิชชามาจากสัญชาตญาณแห่งการมีตัวตนที่ไม่ได้
รับการอบรม.

เป็นอันว่า สังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ ที่แสนจะร้ายกาจนี้ มันมาจากสัญชาต
ญาณ โดยเฉพาะสัญชาตญาณที่ยังไม่ได้รับการอบรม เป็นมาตามลำพัง
สัญชาตญาณ ที่ปราศจากวิชชาก็เท่ากับมีอวิชชาจึงเต็มไปด้วยความทุกข์.
กิเลสทั้งหลายเป็นอย่างนี้, นี้เฉพาะกิเลสที่ละเอียดที่ประณีตที่เป็นปัญหา
เรียกว่า สังโยชน์ ๑๐ ประการ; ถ้าละได้ก็เป็นพระอรหันต์, ละได้บางส่วน
ก็เป็นพระอริยเจ้าขั้นรองๆ ลงมา, ละไม่ได้เลยก็เป็นปุถุชนเต็มขั้น, หรือว่า
ถ้ามันไปส่งเสริมให้งอกงามไปทางโน้น ก็เป็นปุถุชนเกินขั้น มันจะบ้า แล้ว
มันจะเป็นสัตว์นรกไม่ทันรู้ตัว; ฉะนั้นอย่าทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ
เลย.

ธ-สัญชาต-๑๕/๑๓๙-๑๕๓.ก/๕๕-๗๑

BACK 
คัดจาก หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เล่ม ๓
เรียบเรียงโดย นาย พินิจ รักทองหล่อ พิมพ์ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๐ โดย ธรรมทานมูลนิธิ