ฟ้าสางทางการขุดเพชร

คำนำ

ข้อความต่อไปนี้ เป็นคำปราศรัยที่กล่าวแก่ชุมนุม ผู้มาร่วมบำเพ็ญบุญล้ออายุ ปีที่ ๘๐ ของข้าพเจ้า เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ มีข้อความที่ควรบันทึกไว้ เป็นอนุสรณ์ตลอดไป เกี่ยวกับสถานภาพต่างๆ ที่มีปัญหา และมีข้อความสำคัญในการที่จะเตรียมตัวไว้ สำหรับการก่อกู้พระพุทธศาสนา ในวาระสมัยแห่งยุคปรมาณู เช่นการเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา, การเตรียมพระไตรปิฏก ที่เหมาะสมสำหรับยุคปรมาณู ที่สามารถเผชิญหน้ากับ ความต้องการของมนุษย์ แห่งยุควิทยาศาสตร์ อันจะถือได้ว่าเป็นยุคสำคัญที่สุดของมนุษย์โลก สำหรับการอยู่รอด หรือการสูญสลายไปแห่งมนุษยธรรม. หวังว่าจะได้รับการสนใจพิจารณากัน ในหมู่พุทธบริษัทเรา ตามที่ควร.

พุทธทาส อินฺทปญฺโญ

 

 

 

พระบาลีกาลามสูตร

เสรีภาพในการรับถือพระพุทธศาสนานั้น คือ หลักพระบาลีกาลามสูตร ที่ตรัสไว้อย่างเป็นการประทานเสรีภาพสูงสุด เป็นประชาธิปไตยสูงสุด, และก็เคยพูดเรื่องนี้มาหลายครั้งหลายหนแล้ว โดยใจความก็มีว่า พวกชาวกาลามะได้ทูลถามพระองค์ว่า มีเจ้าลัทธิมาสอนลัทธิหลายๆ อย่างต่างกัน จนไม่รู้ว่าจะรับถืออย่างไรแล้ว จะทำอย่างไรดี. พระพุทธองค์ได้ตรัสเรื่องที่เรียกว่า กาลามสูตร มี ๑๐ หัวข้อด้วยกัน.

ใน ๑๐ หัวข้อนั้น, ๓ หัวข้อแรก เกี่ยวกับการได้ยินได้ฟัง หรือการศึกษา :

ข้อที่ ๑ ว่า มา อนุสฺสเวน แปลว่า อย่ารับถือเอาด้วยเหตุว่า ฟังบอกตามๆ กันมา. ข้อที่ ๒ ว่า มา ปรมฺปราย แปลว่า อย่ารับถือเอาด้วยเหตุว่าทำตามสืบๆ กันมาอย่างปรัมปรา. ข้อที่ ๓ ว่า มา อิติกิราย แปลว่า อย่ารับถือเอา เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่กำลังเล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อน.

ข้อที่ ๔ เกี่ยวกับตำราหรือปิฏก ตรัสว่า มา ปิฏกสมฺปทาเนน แปลว่า อย่ารับถือเอา ด้วยเหตุว่ามีที่อ้างในปิฏก. คำว่าปิฏกในที่นี้ ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่าตำรา. สำหรับพระพุทธศาสนา ก็คือบันทึกคำสอนที่เขียนไว้ในใบลาน เอามารวมกันไว้เป็นชุดๆ เรียกว่า ไตรปิฏก.

ทีนี้อีก ๔ ข้อ เกี่ยวกับการคำนวณ หรือการใช้เหตุผลในการคำนวณ.

ข้อที่ ๕ ตรัสว่า มา ตกฺกเหตุ แปลว่า อย่ารับถือเอา ด้วยการใคร่ครวญตามวิธีที่เรียกว่า ตรรกะ. ซึ่งปัจจุบันนี้ เรียกว่า Logic. แม้ว่าคำสอนของผู้ใดถูกต้องตามวิธีใคร่ครวญของ Logic ก็อย่าเพิ่งถือเอา เพราะว่า ตรรกะก็ยังผิดได้ ในเมื่อเหตุผลหรือวิธีใช้เหตุผลมันผิด.

ข้อที่ ๖ ตรัสว่า มา นยเหตุ แปลว่า อย่ารับถือเอาโดยเหตุว่า มันสมเหตุผลทางนยะ. สิ่งที่เรียกว่า นยะในครั้งพุทธกาล ก็คือสิ่งที่เรียกกันในบัดนี้ว่า Philosophy อย่างของฝรั่ง ซึ่งเรามาเรียกกันในภาษาไทยว่า ปรัชญา อันเป็นการเรียกผิดชื่อ เพราะปรัชญามิใช่ Philosophy เป็นเพียงทรรศนะหนึ่งๆ ไม่ถึงขีดปรัชญา; แต่เมื่อเรียกกันแล้วก็เรียกกันไป ขอแต่อย่าเอาวิธีคิดนึกอย่าง Philosophy มาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับถือเอาหลักธรรมะมาปฏิบัติก็แล้วกัน.

ข้อที่ ๗ ตรัสว่า มา อาการปริวิตกฺเกน แปลว่า อย่ารับถือเอาด้วยการตรึกตามอาการ คือตามความคุ้นเคยด้วยการคิดตามสบายใจ ที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า Common sense. มีคนหลายพวกสมัยนี้ นิยมใช้  Common sense, แต่ในพุทธศาสนาใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสห้ามไว้โดยข้อนี้

ข้อที่ ๘ ตรัสว่า มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา แปลว่า อย่ารับถือเอา เพราะว่ามันทนได้ต่อการเพ่งด้วยทิฏฐิของตนเอง. ตัวเองมีทิฏฐิอย่างไร ถ้าเขามาสอนด้วยคำสอน ชนิดที่เข้ากันได้กับทิฏฐิของตัวเอง ก็อย่าเพิ่งถือเอา เพราะว่าทิฏฐิของตัวเอง มันก็ผิดได้.

ทีนี้ อีก ๒ ข้อ เกี่ยวกับบุคคลผู้พูดหรือผู้แสดงลัทธินั้นๆ.

ข้อที่ ๙ ตรัสว่า มา ภพฺพรูปตาย แปลว่า อย่ารับถือเอาเพราะเหตุว่า ผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ คือ ผู้พูดมีคำพูด มีลักษณะท่าทางที่น่าเชื่อ.

ข้อที่ ๑๐ หรือข้อสุดท้ายตรัสว่า มา สมโณโน ครูติ แปลว่า อย่ารับถือเอา เพราะสมณะผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา. ข้อนี้เป็นเสรีภาพเหลือประมาณ ไม่มีในศาสนาใดๆ.

ขอให้จำไว้ว่า คำสอนทั้ง ๑๐ ข้อนี้แหละ เรียกว่า เสรีภาพในการรับถือธรรมะมาเป็นที่พึ่งของตน, ดังนั้น อาตมาจะขอกล่าวเน้นและขยายความทบทวนอีกทีหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี.

ข้อที่ ๑ อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติเพราะเหตุว่าฟังบอกตามๆ กันมา. ข้อที่ ๒ อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ เพราะเหตุว่าเป็นการปฏิบัติที่ได้ทำตามๆ กันมาอย่างปรัมปรา แบบเถรส่องบาตร. ข้อที่ ๓ ว่า อย่ารับถือเอามาปฏิบัติ เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องที่เล่าลือกันอยู่กระฉ่อนไป เหมือนครั้งหนึ่งเล่าลือกันเรื่องคนเกิดปีมะ มะเมียมะแมอะไรก็ตาม จะต้องปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ มิฉะนั้น มัจจุราชจะเอาตัวไป นี่แหละคือข้อที่ สิ่งเล่าเลือนั้น ไม่จำเป็นจะต้องถือเอา. รวม ๓ ข้อนี้ เกี่ยวกับการฟังจากภายนอก เป็นหลักที่จะต้องสังวรไว้.

ข้อที่ ๔ ว่า อย่ารับถือเอาด้วยเหตุผลเพียงว่า มีที่อ้างอยู่ในปิฎก. ข้อนี้จะได้กล่าวให้มากที่สุดในการบรรยายต่อไปข้างหน้า เพราะว่าเป็นเรื่องสำคัญ คือเราในบัจจุบัน งมงายต่อสิ่งที่เรียกว่า ปิฎก หรือ พระไตรปิฎกกันมากเกินไป ทำให้เป็นที่เยาะเย้ยได้ว่า เป็นทาสของพระไตรปิฎกกันเสียทุกตัวอักษร อย่างขัดต่อคำสั่งสอนข้อนี้ของพระพุทธองค์.

ข้อที่ ๕ อย่าถือเอาโดยอาศัยหลัก Logic เพราะเหตุเพียงมันเข้ากันได้กับเหตุผลทาง Logic. ข้อที่ ๖ อย่าถือเอาโดยอาศัยหลัก Philosophy เพราะมันเพียงแต่เข้ากันได้กับหลักเหตุผลทาง Philosophy. ข้อที่ ๗ อย่าถือเอาโดยใช้ Common sense คือตริตรึกไปตามอาการของความรู้สึกที่แวดล้อมอยู่. ข้อที่ ๘ อย่าถือเอาเพราะมันทนได้ต่อความคิดเห็นของตนเอง ซึ่งที่แท้อาจจะผิดทั้งหมดก็ได้.

ทีนี้ ก็มาถึงข้อที่ ๙ อย่ารับถือเอาเพราะเหตุว่า ผู้พูด มีคำพูด มีลักษณะท่าทาง หรือมีเครดิตใดๆ ซึ่งน่าเชื่อหรือควรเชื่อ. ข้อสุดท้ายคือข้อที่ ๑๐ อย่ารับถือเอาเพราะเหตุว่า พระสมณะผู้พูดนั้น เป็น "ครูของข้าพเจ้า" สำหรับข้อนี้ ขอให้คิดดูอย่างยิ่งว่า ไม่เชื่อแม้แต่สมณะผู้เป็นครูของตนเอง, ต้องหยั่งดูด้วย ยถาภูตสัมมัปปัญญา ว่าข้อที่พูดนั้นปฏิบัติตามแล้วอาจจะดับทุกข์ได้ แล้วก็ลองปฏิบัติดูก่อน. พระพุทธเจ้าทรงประทานเสรีภาพสูงสุดเกี่ยวกับพระองค์เองก็เป็นสมณะ และคนทั้งหลายก็นับถือว่าเป็นบรมครู, แม้กระนั้น ก็อย่าเชื่อทันที ด้วยเหตุผลเพียงว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา. อาตมาขอท้าทายให้ค้นหาคำสั่งสอนชนิดนี้ ว่ามีในศาสนาไหนบ้าง. มันไม่มีในศาสนาไหนเลย มันมีแต่การผูกขาดให้เชื่อโดยส่วนเดียว ไปเสียทั้งหมด.

ทรงเปิดโอกาสให้ใคร่ครวญดู

ทั้งหมดนี้ ขอให้ทำความเข้าใจให้ดีๆ อย่าได้ตกเป็นทาสของความงมงาย ๑๐ ประการนั้น, แต่ขอบอกว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องกับสิ่งทั้ง ๑๐ ประการนั้น แต่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น สำหรับนำมาใคร่ครวญได้ตามสมควร : จะฟังเขาพูดก็ได้ จะฟังเสียงเล่าลือก็ได้ แต่ยังไม่เชื่อ เอามาใคร่ครวญดูว่า มันจะดับทุกข์ได้หรือไม่, ถ้ามีวี่แววว่า จะดับทุกข์ได้ ก็ลองปฏิบัติดูได้ แล้วจึงค่อยเชื่อ.

ข้อที่ ๔ ซึ่งเป็นข้อร้ายแรงที่สุด สำหรับการศึกษาสมัยนี้ คือ ไม่ให้เชื่อเพราะเพียงแต่มีที่อ้างในปิฎก. ท่านใช้คำว่า ปิฎก. คำนี้ในภาษาไทยแปลกันว่าตำรา คือข้อความที่ได้เขียนลงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว, ถ้ายังไม่ได้เขียน ก็ยังไม่เรียกว่า ปิฎก แต่อย่าลืมว่า คำว่า ปิฎกๆ นี้ ใช้กับตำราของชาวบ้านก็ได้ และใช้กับตำราของทางศาสนาก็ได้ รวมทั้งพระไตรปิฎก ที่ได้เกิดขึ้นในยุคหลัง เมื่อได้เขียนหรือจารึกลงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว, ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในคำว่า ปิฎก. เหตุผลที่ห้ามไม่ให้เชื่อเพราะมีที่อ้างในปิฎกนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันมากอย่างยืดยาว จะไว้พูดกันทีหลัง.

ข้อที่ ๕ ที่ไม่ให้เชื่อโดยเหตุผลทางตรรกะนั้น เพราะว่าเรื่องตรรกะนี้ เด็กๆ ก็ทำได้. เหตุผลที่เด็กๆ เขาใช้กันนั้น ก็เป็นตรรกะได้เหมือนกัน ใช้กันจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ ถึงกับมีหลักวางไว้เป็นศาสตร์ศาสตร์หนึ่งไปแล้วก็ตาม ก็อย่าได้ถือเป็นหลักตายตัว ว่าถ้ามันถูกต้องตามหลักแห่งตรรกะนั้นแล้ว มันจะดับทุกข์ได้ไปเสียทั้งหมด มันยังดับทุกข์ไม่ได้ก็มี, ดังนั้น การที่จะอ้างหลักทางตรรกะ หรือ ทางนยะซึ่งเป็นข้อที่ ๖ แล้วเอามาเชื่อถือนั้น มันก็ไม่ถูก มันจะกลายเป็นทาสของตรรกะ เป็นทาสของนยะ เหมือนที่กำลังเป็นกันอยู่มากสมัยนี้ ซึ่งอะไรๆ ก็อ้าง Logic บ้าง อะไรๆ ก็อ้าง Philosophy บ้าง มันก็จะเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป ไม่เป็นอิสระ.

แต่ว่า จะเอาวิธีตรรกะมาใช้กันบ้างก็ได้ ถ้ามีความรู้ เรากล้าท้าทายว่า ถ้าใครมีความรู้เรื่องตรรกวีธี คือการคิดอย่างตรรกะนั้น จะเอามาจับกับหลักธรรมะในพระพุทธศาสนานี้ดูก็ได้ : เราท้าทาย เราจะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า มันไม่ได้ถูกต้องอยู่ที่บทสรุป ของตรรกะหรือ Logic ถ้าเรามีเวลาจะทำ และอยากจะทำ เราก็ลองทำดูได้; ถ้าเชื่อตามพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ไม่ต้องลองให้เสียเวลา.

ทีนี้ ข้อ ๗ การตรึกตามอาการ  หรือ Common sense นั้น ใครมีก็ใช้ได้ แต่อย่าเพิ่งทึกทักเอาว่ามันเป็นอย่างนั้น มันต้องมาทำให้เป็นเรื่องดับทุกข์ได้ โดยวิธีของสติปัญญาสูงสุด ที่เรียกว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา คือปัญญาเห็นตามที่เป็นจริงโดยชอบ ของตน.

สำหรับข้อ ๘ ที่ว่า ตัวมีทิฏฐิอย่างไร มีความเชื่ออย่างไร พออะไรมีมาเข้ากันได้ หรือพิสูจน์ได้ด้วยทิฏฐิหรือความเชื่อของตัว แล้วก็ถือเอา, อย่างนี้มันไม่ถูก; แต่ว่าจะลองเอาทิฏฐิหรือความเชื่อของตนไปวัดดูจับดูก็ทำได้.

สำหรับข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลนั้น จะลองทดสอบดูก็ได้ ว่ามันมีอะไรน่าเชื่อน่าฟัง ก็ฟังได้ ไม่ห้าม เพียงแต่ว่า อย่าเพิ่งเชื่อหรือรับเอาทันที แม้ข้อที่ว่า สมณะผู้พูดเป็นครูของตน ท่านพูดท่านสอนอะไรก็ฟังได้ แต่ยังไม่รับเอาทันที. พระสารีบุตรมีคุณธรรมข้อนี้ และยืนยันต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า, ก็ทรงอนุโมทนา. ข้อนี้เป็นสิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงประทานเสรีภาพแก่สาวกของพระองค์.

ความมีเสรีภาพตามหลัก ๑๐ ประการนี้ อาตมานำมากล่าวในวันนี้ ในฐานะเป็นของขวัญล้ออายุปีนี้ เรียกว่า เสรีภาพในการที่จะรับ หรือจะถือ หรือจะมี หรือจะปฏิบัติธรรม เป็นเครื่องประจำชีวิต. ถ้าเวลาที่แล้วมาท่านทั้งหลายยังไม่มี หรือยังไม่ได้ถือ, ต่อไปนี้ก็ขอร้องให้ถือในฐานะเป็นของขวัญ ที่อาตมารับมอบมาจากพระพุทธเจ้า เราอาศัยสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เอง แล้วก็ใช้วิพากษ์วิจารณ์ต่อธรรมะ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนไว้ ทั้งหมดทั้งสิ้น ก็จะได้พบของจริงตามพระพุทธประสงค์ ที่จะให้เราได้รับสิ่งเหล่านี้. แม้สิ่งที่เรียกกันว่า พระไตรปิฎก ก็ขอให้ใช้หลัก ๑๐ ประการนี้กับพระไตรปิฎก แล้วเราก็ได้เนื้อแท้ของพระไตรปิฎก.

 

 

 NEXT

 

คัดจากหนังสือ อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ในหัวข้อ ฟ้าสางทางการขุดเพชร พิมพ์โดย ธรรมทานมูลนิธิ และ สนพ. สุขภาพใจ พิมพ์ครั้งที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐