ฟ้าสางทางการขุดเพชร

คำนำ

ข้อความต่อไปนี้ เป็นคำปราศรัยที่กล่าวแก่ชุมนุม ผู้มาร่วมบำเพ็ญบุญล้ออายุ ปีที่ ๘๐ ของข้าพเจ้า เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ มีข้อความที่ควรบันทึกไว้ เป็นอนุสรณ์ตลอดไป เกี่ยวกับสถานภาพต่างๆ ที่มีปัญหา และมีข้อความสำคัญในการที่จะเตรียมตัวไว้ สำหรับการก่อกู้พระพุทธศาสนา ในวาระสมัยแห่งยุคปรมาณู เช่นการเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา, การเตรียมพระไตรปิฏก ที่เหมาะสมสำหรับยุคปรมาณู ที่สามารถเผชิญหน้ากับ ความต้องการของมนุษย์ แห่งยุควิทยาศาสตร์ อันจะถือได้ว่าเป็นยุคสำคัญที่สุดของมนุษย์โลก สำหรับการอยู่รอด หรือการสูญสลายไปแห่งมนุษยธรรม. หวังว่าจะได้รับการสนใจพิจารณากัน ในหมู่พุทธบริษัทเรา ตามที่ควร.

พุทธทาส อินฺทปญฺโญ

 

 

เพชรเม็ดเดียวในพระไตรปิฎก 

ถ้าเราจะคัดเอาแต่เพชรแท้ๆ เม็ดเดียวในพระไตรปิฎก ก็ต้องเล็งถึงประโยคที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" นั่นเอง ในฐานะเป็นหัวใจของทั้งหมด คือทั้งของปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ. เพราะว่าถ้าได้ฟังได้ศึกษาเรื่องนี้ ก็เท่ากับว่าได้ฟังทั้งหมด นี้เป็นปริยัติ, ถ้าได้ปฏิบัติเรื่องนี้ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมด นี้คือปฏิบัติ, และถ้าได้รับผลของเรื่องนี้ ก็ได้รับผลทั้งหมดของพุทธศาสนา นี้คือปฏิเวธ.ขอให้ทุกคนนึกถึงเรื่องที่เราพูดกันมา ตั้งหลายครั้งหลายหน คือเรื่อง สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย กันไว้เป็นหลักประจำใจเถิด.

ต่อมา ในวงการศึกษามีการอธิบายขยายความ เพื่อให้เข้าถึงหัวใจหรือเพชรเม็ดหนึ่งนี้เพิ่มมากขึ้น. คำอธิบายเหล่านี้ อาตมาจะเรียกว่า "เครื่องขุดเพชร". เพชรนั้นคือ ผลของความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้ในเรื่องของความรู้ แม้ในเรื่องของการปฏิบัติ และแม้ในผลของการปฏิบัติ คือ มรรคผลนิพพาน : ไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้แต่ในนิพพาน ว่าเป็นตัวตนของนิพพาน หรือนิพพานเป็นตัวตนของเรา. อย่างนี้แหละคือหัวใจของพุทธศาสนาในคำพูดประโยคเดียว คือในคำพูดที่ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"; ไม่ว่าจะเป็นพวกสังขตะที่มีปัจจัยปรุงแต่ง และพวกอสังขตะ ที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ทั้งหมดทั้งสิ้น: สพฺเพ ธมฺมา แปลว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง, นาลํ แปลว่าไม่ควร, อภินิเวสาย แปลว่า ฝังตัวเข้าไป คือยึดมั่นถือมั่น. ขอให้กำหนดจดจำความข้อนี้ ไว้ให้ดีๆ อย่าให้ลุกขึ้นจากที่นี่แล้ว ลืมหล่นหายหมด เหลือแต่ตัวกู-ของกู กลับไป.

การทำให้มากเป็นเป็นพระธรรม ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์

ข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียวนั้น ถูกขยายความออกไปจนกระทั่งเป็น ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ หรือ ประเด็น : ที่เป็นเรื่องของวินัย ก็ดึงออกมาทำให้เป็นอภิวินัยยิ่งขึ้น เช่น พวกวินีตวัตถุ และอื่นๆ ที่คล้ายกัน ผนวกกันเข้ากับวินัยเก่าเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา จนเป็นวินัยปิฎก ว่ากันว่ามี ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์. แล้วก็ปรับปรุงคัมภีร์อภิธรรมปิฎกขึ้นมา เมื่อราว ๖๐๐-๗๐๐ ปีหลังพุทธกาล เอามาตั้งเป็นอภิธรรมปิฎก. ต้องสร้างเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปเทศน์ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ให้เป็นฐานรองรับ, ไปกล่าวไว้ในอรรถกถาของคัมภีร์ธรรมบท ขุททกนิกาย, ไม่มีเรื่องนี้กล่าวไว้ แม้ในอรรถกถาของคัมภีร์อภิธรรมปิฎกเอง เป็นที่น่าประหลาดอยู่. ถือกันว่าอภิธรรมปิฎกมีประมาณ ๔๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์, แต่น่าประหลาดในข้อที่ว่า เมื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสือชนิดเล่มสมุดขึ้นมาแล้ว กลับมีปริมาณ น้อยกว่าสุตตันตปิฎก (ที่กล่าวว่ามีเพียง ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์) นั้น ตั้งเท่าตัว. แต่อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนั้นควรจัดเป็นเรื่องเปลือกหีบ หรือตัวหีบ ที่หุ้มห่อพระพุทธวจนะ, เพราะว่าอภิธรรมปิฎกทั้งหมดก็คือ การขยายความของสุตตะเก่า หรือ สุตตันตะข้อหนึ่งๆ ให้ละเอียดออกไป. ข้อนี้พิสูจน์ได้ โดยถ้าเป็นนักศึกษาวิญญูชน สำรวจอภิธรรมปิฎกจบแล้ว ก็จะพบที่มาเดิมของข้อความนั้นๆ ข้อใดข้อหนึ่งในสุตตะเก่า ได้ทั้งหมดเลย: เช่น คำ ๓ คำ ว่า กุศล อกุศล อัพยากฤต ก็อธิบายเสียยึดยาวเป็นหนังสือตั้งเล่มหนึ่ง แต่ก็ไม่มีอะไรที่สูงไปกว่าเรื่อง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ที่พระพุทธองค์เคยทรงศึกษาในสำนักอุทกดาบสรามบุตร. ยังมีเรื่องอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ที่ขยายความออกไป เป็นคัมภีร์มหาปัฏฐานเป็นหนังสือตั้งหลายเล่ม แต่ก็ไม่ได้ชี้หนทางในการที่จะปฏิบัติ เพื่อสกัดกั้นกระแสแห่งปัจจัยเหล่านั้น เอาไว้เลย. แถมยังมีเรื่องตรรกะและปรัชญาของชาวอินเดียใต้ ที่มาบรรจุไว้ในคัมภีร์กถาวัตถุ อันวกวนและฟั่นเฝือเป็นการทำให้พุทธศาสนา สมบูรณ์ไปด้วยข้อความที่เป็นปรัชญา หรืออภิปรัชญา ขึ้นมาอย่างไม่จำเป็น. ทั้งหมดนี้เรียกว่า อธิบายขยายตัวออกไป ขยายตัวออกไปเป็นเรื่องประกอบมากออกไป จนมีลักษณะเหมือนกับ หีบ หรือ ลัง หรือ กระดาษห่อลังชั้นนอกๆ ที่บรรจุผอบใส่เพชรไว้ข้างใน.

ขอให้ระวังให้ดีๆ อย่าให้มาติดอยู่แค่กระดาษห่อหีบ ห่อลัง อันแสนจะสวยงาม, จะต้องพยายามหาเครื่องขุดเพชรและพบเพชรเม็ดเดียวนั้นให้ได้. กระดาษห่อหีบห่อลังชั้นนอกสุดของพระไตรปิฎก มีลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อดึงมวลชนชั้นด้อยการศึกษาเข้ามาสู่พุทธศาสนา ก็มีอยู่ ตัวอย่างเช่น จันทิมสูตร เรื่องราหูจับพระจันทร์, สุริยสูตร เรื่องราหูจับพระอาทิตย์ และอาฏานาฏิยสูตร เรื่องเมืองยักษ์ ซึ่งล้วนแต่ไม่มีคำของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นคำสอนธรรมะรวมอยู่ด้วยเลย. ทั้งหมดเป็นคำของพระสังคีติกาจารย์ ผู้ร้อยกรองพระไตรปิฎกในครั้งหลัง. ท่านเล่าว่าราหูจับพระจันทร์อมไว้ในปาก พระจันทร์ร้องขอให้พระพุทธเจ้าช่วย ราหูได้ยินก็ปล่อย แล้ววิ่งกระหืดกระหอบไปบอกนายของตัวว่า มันเกิดเรื่องอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าต้องปล่อยพระจันทร์ ถ้ามิฉะนั้นศีรษะจะแตก ๗ เสี่ยง. แม้ในสุริยสูตร ก็มีเรื่องอย่างเดียวกัน เพียงแต่ว่าเป็นเรื่องที่เกิดเกี่ยวกับพระอาทิตย์.

เพราะเหตุที่มีกล่าวอยู่ในพระไตรปิฎก พุทธบริษัทบางพวกสมัยนี้ ก็ยังเชื่ออยู่ว่า พระจันทร์เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง พระอาทิตย์ก็เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง ราหูจับไปคาบได้ จนร้องขอให้พระพุทธเจ้าช่วย. เมื่อเป็นดังนี้เราจะมอบพระไตรปิฎกให้แก่นักศึกษาแห่งยุคปรมาณู หรือพวกที่เคยไปเหยียบโลกพระจันทร์มาแล้วได้อย่างไร ปัญหามีอยู่ว่า ควรจะปลดหรือฉีกข้อความเหล่านี้ ออกเสียจากพระไตรปิฎกไหม? นี่จะเรียกว่ามีของเกิน หรือของเหลือเฟือ เข้ามารวมอยู่ในพระไตรปิฎกไหม? และเป็นเพียงการเพิ่มขึ้นเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ สร้างศรัทธา ในหมู่คนที่ยังเชื่อเช่นนั้นแห่งยุคโบราณโน้น เท่านั้นไหม?

 

 NEXT

 

คัดจากหนังสือ อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ในหัวข้อ ฟ้าสางทางการขุดเพชร พิมพ์โดย ธรรมทานมูลนิธิ และ สนพ. สุขภาพใจ พิมพ์ครั้งที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐