ธรรมะขณะประกอบอาชีพ
เอ้า,
ทีนี้เรื่องที่บ้านเสร็จแล้ว
จะไปทำงาน :
ชาวนาจะไปไถนา
ข้าราชการจะไปออฟฟิศ
กรรมกรจะไปทำกรรมกร
แม้ที่สุดแต่คนขอทานจะไปขอทาน
ก็มีความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ
ก้าวย่างไปทุกก้าวย่าง
หรือจะขึ้นรถนั่งเรือไป
ทุกขณะทุกจังหวะ
ก็อิ่มอยู่ด้วยความพอใจ
ครั้นไปถึงที่ทำงานแล้ว
สำรวมจิตใจให้เป็นธรรมานุสสติว่า
หน้าที่คือธรรมะ
เรากำลังจะประพฤติธรรมะ
เราเคารพในหน้าที่
บูชาการงาน
พอใจในการทำงาน
พอจะได้ทำงาน
ก็รู้สึกพอใจว่าเป็นธรรมะ
ก็เป็นสุขเสียแล้ว
ข้อนี้อยากจะแนะไปถึงว่า
ห้องทำงานนั้น
ก็ควรจะได้รับการบูชาด้วย
แม้เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงาน
ก็ควรได้รับการบูชาหรือการให้เกียรติ
เช่นการประนมมือให้แก่ห้องทำงานเสียครั้งหนึ่ง
ก่อนแต่ที่จะลงมือทำงาน.
เอ้า,
สมมติว่าชาวนาจูงวัวแบกไถไปถึงนา
แล้วก็วางลง
ประนมมือให้แก่นา
แก่วัวหรือควาย
แก่ไถที่จะใช้ไถนา
นั่นสักครั้งหนึ่ง
ในฐานะมันเป็นอุปกรณ์แก่การปฏิบัติธรรม
คือหน้าที่
คนค้าขายก็เหมือนกัน
อะไรเป็นอุปกรณ์แก่การงาน
ในที่ทำงาน
ก็ประนมมือให้เสียครั้งหนึ่ง
กรรมกรก็เหมือนกัน
ให้ความเคารพแก่อุปกรณ์ในการทำงาน
บูชาการงาน
ไม่อิดหนาระอาใจ
ด้วยเรื่องเป็นต้นว่า
นายทุนเอาเปรียบ
ให้เสียกำลังใจ
เพราะกระทำกันแก่กันอย่างไม่ซื่อตรง
ต่างฝ่ายต่างคิดจะเอาเปรียบ
ถ้าเป็นกรรมกรถีบสามล้อ
ก็รู้สึกพอใจ
มีสวรรค์อยู่ในขณะที่ถีบสามล้อ
โดยเห็นเป็นการปฏิบัติธรรม
จะมีอาชีพแจวเรือจ้างก็ได้
กวาดถนนก็ได้
ล้างท่อถนน
หรืออะไรๆ
ก็ได้ที่เขาถือกันว่า
เป็นงานต่ำงานเลว
ที่พวกรับปริญญาแล้วทำไม่ได้
นั่นแหละขอให้ถือว่า
มันเป็นธรรมะในฐานะเป็นหน้าที่
สมัครใจทำ
เหงื่อไหลออกมา
ก็กลายเป็นน้ำมนต์อาบรดให้เย็น
ดังนี้แล้ว
ก็จะไม่มีใครตกงาน
ไม่มีปริญญาตกงานเป็นแสนๆ
ดังที่กำลังเป็นปัญหาอยู่.
ทุกคนมีความพอใจในการทำหน้าที่
โดยเห็นเป็นธรรมะ
เสมอกันทุกหน้าที่
แล้วก็เป็นสุข
เพราะมีสวรรค์อยู่ทุกๆ
อิริยาบถ.
นี้คือของขวัญ
ที่มอบให้ในวันนี้
เป็ฯคำพูดสั้นๆ
นิดเดียว
เป็นความรู้นิดเดียว
เป็นหลักการนิดเดียว
ว่าการทำงานนั้นคือการปฏิบัติธรรม
ทำให้มีสวรรค์ได้ในทุกอิริยาบถ
เพราะผู้กระทำมีสติสัมปชัญญะ
หรือมีธรรมานุสสติก่อนกระทำการงาน
อิ่มอกอิ่มใจเป็นสวรรค์ไปตลอดเวลา
กระทั่งเหงื่อที่ออกมากลายเป็นน้ำมนต์ที่เยือกเย็น
ไม่รู้สึกว่าเป็นน้ำนรกที่ทำให้ร้อนรนกระวนกระวาย
สละการงานทิ้งเสียแล้วไปขโมยดีกว่า.
คนโบราณจะทำอะไร
จะเคลื่อนไหวอะไร
ก็สำรวมจิตใจ
ตั้งนะโมเสียก่อน
แล้วจึงลงมือทำงาน;
นั่นแหละ
เป็นเคล็ดของการมีธรรมานุสสติก่อนทำการงาน
เป็นการสำรวมสติสัมปชัญญะ
เพื่อทำอะไรให้ถูกต้อง
เยือกเย็น
เข้มแข็ง
มั่นคง
โดยประการทั้งปวง.
แม้ลูกเด็กๆ
ก็ได้รับการสั่งสอนอบรม
ให้กระทำเช่นนั้น
จนเคยตัว
แม้แต่จะเล่นสนุก
จะขึ้นต้นไม้
จะกระโดดน้ำ
เป็นต้น
ก็ตั้งนะโมก่อนเสมอ.
หน้าที่คือพระเจ้า
ทีนี้,
จะมองดูกันอีกทิศทางหนึ่งก็ได้
ว่าหน้าที่คือธรรมะ
ดังนั้นหน้าที่นั่นแหละคือ
พระเป็นเจ้าที่จะช่วยเรา.
ต่อให้นั่งบูชาอ้อนวอนพระเป็นเจ้า
แต่เช้าจนค่ำ
แล้วไม่ทำหน้าที่อะไรเลย
ก็ไม่มีพระเจ้าที่ไหนจะช่วยหรือช่วยได้ดอก.
พอทำหน้าที่ของตัว
อย่าให้บกพร่องเท่านั้น
พระเป็นเจ้าทุกชนิด
ทุกขนาด
ทุกองค์จะมารุมกันช่วย,
เพราะฉะนั้น
พระเป็นเจ้าผู้ช่วย
ก็คือหน้าที่นั่นเอง
หรือจะเรียกว่า
การกระทำที่ถูกต้อง
เป็นกุศลธรรมนั่นเอง.
นี่เรียกว่า
มีธรรมะเป็นที่พึ่ง.
เห็นไหม?
จริงไหม
มีธรรมะเป็นที่พึ่งจริงไหม?
เป็นของจริงหรือว่าเป็นของคาดคะเน?
มันเป็นของจริงยิ่งกว่าจริง
ในข้อที่ว่า
การปฏิบัติหน้าที่
นั่นแหละคือ
การปฏิบัติธรรม
แล้วมันจะบังคับให้พระเจ้าทุกชนิดมาช่วย
เต็มตามสัดส่วนของการกระทำ
จึงมีความพอใจแล้วมีความสุข
เรียกว่า
มีสวรรค์อยู่ทุกๆ
อิริยาบถ.
ธรรมะคือคู่ชีวิต
เอ้า,
ถ้าว่าเราจะมีสิ่งวิเศษ
มีค่าสูงสุดเป็นคู่ชีวิตแล้ว
ก็ขอให้เอาธรรมะนั่นแหละ
เป็นคู่ชีวิต
: ผัว
ก็มีธรรมะเป็นคู่ชีวิต,
เมีย
ก็มีธรรมะเป็นคู่ชีวิต
แล้วมันก็จะอยู่กันอย่างเป็นคู่ชีวิตได้
ถ้าผิดจากนี้
คือไม่มีธรรมะแล้ว
มันก็จะเป็น
คู่ที่กัดกัน
คือจะฮื่อๆ
แฮ่ๆ
กันอยู่แทบจะทุกวัน
นั่นมันจะเป็นเสียอย่างนั้น.
ดังนั้น
คู่ชีวิตที่แท้จริงคือธรรมะ
ธรรมะคือหน้าที่.
ทุกคนอย่าบกพร่องในหน้าที่ของตน
ทั้งผัวทั้งเมีย
ทั้งลูกหลานเหลน
หรือใครก็ตาม
มันก็จะเป็นเรื่องสงบสุข
สันติสุขสันติภาพไปหมดในครอบครัวนั้น
ในหมู่บ้านนั้น
ในบ้านเมืองนั้น
หรือทั้งโลกทีเดียว.
หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะมองเห็นความจริงข้อนี้
แล้วมีธรรมะเป็นคู่ชีวิต
อยู่ด้วยกันจงทุกคนเถิด
นี้คือความลับอย่างยิ่งของการมีชีวิต.
มีธรรมะทุกวินาทีทุกกระเบียดนิ้ว
การมีธรรมะอยู่ทุกวินาทีและทุกกระเบียดนิ้วนั้นเป็นสิ่งที่มีได้
แม้จะมีความลับอยู่บ้าง
นั่นคือ
มีสติสัมปชัญญะ
ให้เกิดธรรมานุสติ
อยู่ในหน้าที่ทุกหน้าที่ที่ตนกระทำ
อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
มีความเคารพหน้าที่ในฐานะเป็นธรรมะ
หรือเป็นพระเจ้าผู้ช่วยไปเสียเลย
อย่าลืมว่า
หน้าที่ที่จะบริหารชีวิตให้รอดก็ดี
หน้าที่ในการกำจัดกิเลสให้หมดไปก็ดี
ล้วนเป็นหน้าที่เสมอกัน.
การเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถ
เป็นการทำหน้าที่
ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
แม้ที่สุดแต่ว่า
จะต้องลุกจากที่ตรงนี้
ไปที่ตรงโน้น
มันก็ต้องมองเห็นเป็นหน้าที่
และรู้สึกว่ามันถูกต้องแล้ว
เพราะเราจะนั่งอยู่ที่ตรงนี้
อีกไม่ได้แล้ว
อิริยาบถเดิน
คือเราต้องเดิน
พอใจในการเดิน
ว่ามันถูกแล้วที่ต้องเดิน
จะทำหน้าที่นั่งนอนอะไร
ก็มีสติสัมปชัญญะถึงขนาดนี้เถิด
ก็จะมีธรรมะหรือพระเจ้า
มาคุ้มครองช่วยเหลือ
เต็มไปหมด
ทุกเวลา
ทุกนาที
ทุกกระเบียดนิ้ว
นี่ไม่รู้จะวัดกันด้วยอะไรดี
ให้ละเอียดไปกว่านี้
นี่ไม่รู้จะวัดกันด้วยอะไรดี
ให้ละเอียดไปกว่านี้
จึงใช้คำว่า
ทุกกระเบียดนิ้ว
ทุกวินาที
มีความรู้สึกที่เป็นสุข
หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
ทุกอิริยาบถ
หรือการเคลื่อนไหวมีความหมายเป็นสุข
เป็นสวรรค์ไปหมด
มีความพอใจ
แล้วมีความสุขความเย็นใจ
ทุกอิริยาบถ
โดยไม่ต้องใช้เงิน
ไม่ต้องใช้เงินเห็นไหม?
งานเท่าที่ทำอยู่นั่นแหละ
ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมอีก
ขอแต่ให้มีธรรมานุสสติเพิ่มเข้ามาในขณะที่ทำ
แล้วมันก็จะให้ความสุขอยู่ตลอดเวลาที่ทำ
โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อหาความสุข
เพราะมันเป็นความสุขที่แท้จริง
ไม่หลอกลวงให้ต้องใช้เงิน
เมื่อจิตมันอิ่มอยู่
ด้วยความสุขอันแท้จริงอย่างนี้แล้ว
มันจะคิดไปหาความเพลิดเพลินอันหลอกลวง
จากสถานเริงรมย์อาบอบนวดอะไรที่ไหนกันอีกเล่า
มันอิ่มด้วยความสุขตลอดเวลาเสียแล้ว
เมื่อไม่ต้องใช้เงินเพื่อหาความสุข
เงินที่เป็นผลของงานก็เหลืออยู่เยอะแยะ
เอาไปใช้ในทางที่สมควรอย่างอื่นต่อไป
สรุปว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน
แล้วยังทำให้เงินเหลือเสียอีก.
นี่,
คนไม่รู้เรื่องนี้
จึงตรากตรำทำงาน
เหมือนกับตกนรกทั้งเป็นอยู่ตลอดเวลา
พอได้เงินมา
ก็เอาไปสถานเริงรมย์
อาบอบนวด
จนเงินไม่พอใช้อีก
ตกนรกต่อไปอีก
คือตกนรกตลอดเวลา
เมื่อทำงานอยู่
ก็ตกนรกด้วยการจำใจทำ
ทำแล้วก็เอาเงินไปซื้อหาความเพลิดเพลินที่หลอกลวง
ทำให้การเงินมีปัญหาหนักเข้าไปอีก
มันก็ตกนรกลึกเข้าไปอีก:
ตกนรกทางสุขภาพ
ตกนรกทางเศรษฐกิจ
ตกนรกทางสังคม
ตกนรกไปหมด
นี่มันไม่เป็นสวรรค์เสียเลย
อย่าว่าแต่จะมีสวรรค์ทุกอิริยาบถ.
ขอให้เข้าใจความข้อนี้ให้ชัด
อย่าเพ่อเชื่ออาตมาพูด
โดยอาศัยหลักกาลามสูตร
อย่าเพ่อเชื่อ
เอาไปใคร่ครวญดูก่อนให้เห็นจริง
เห็นจริงแล้ว
ก็เชื่อพอที่จะลองทำดู
พอลองทำดู
มันก็ทำได้จริง
ขอยอมรับว่าในชั้นแรก
มันคงจะทำยากเหมือนกัน
สำหรับคนที่ไม่เคยทำมาเลย
มักจะรู้สึกว่า
โอ
มันประดักประเดิดอะไรอย่างนี้เว้ย
อะไรๆ
ก็ต้องนึกถึงธรรมะคือหน้าที่
หน้าที่คือธรรมะ
เป็นธรรมานุสสติเสียเรื่อยไป
แม้แต่จะถ่ายอุจจาระ
จะถ่ายปัสสาวะ
จะล้างจาน
จะกวาดบ้าน
นี่มันต้องมีธรรมานุสสติเสียเรื่อย
เขาจะเห็นเป็นเรื่องประดักประเดิดเกินไป
แล้วก็ไม่อยากจะลอง
ไม่อยากจะทำ;
ดังนั้น
ขอให้ใคร่ครวญดูด้วยเหตุผลเสียก่อนว่า
มันเป็นไปได้
แล้วพยายามหัดกันทีละนิด
ความเคยชินมันก็จะเกิดขึ้น
เกิดขึ้นเองจนเต็มที่เลย
จนเป็นผู้ที่สามารถมีความรู้สึกเป็นธรรมานุสสติ
มีสติสัมปชัญญะ
ทุกวินาที
ทุกกระเบียดนิ้ว
ทุกอิริยาบถที่ทำงาน.
นี่คือ
สวรรค์ทุกอิริยาบถ
ซึ่งขอมอบให้เป็นของขวัญชิ้นที่สอง
ในวันนี้.
ขอให้ทุกคนได้ของขวัญชนิดนี้
เพื่อเอาไปทำให้ชีวิตนี้
มีสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถ
ข้อปฏิบัติก็คือว่า
อย่าขาดสติ
อย่าเผลอสติ
มีสติสมบูรณ์ชนิดเป็นธรรมานุสสติ
ว่าธรรมะนั้นคือหน้าที่
คือพระเจ้าที่เราได้เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว
ปฏิบัติตามแล้ว
ก็จะช่วยอยู่ตลอดวัน
ทำอย่างนี้จนกว่าจะถึงเวลาเข้านอน
ก็ควรคิดบัญชีดูสักทีหนึ่ง
สำหรับชีวิตที่เป็นไปในวันหนึ่ง
เผื่อพบว่ามีความบกพร่อง
เผลอให้นรกแทรกเข้ามา
ก็จะได้เข็ดหลาบ
ถ้าพบว่ามันมีแต่ความถูกต้องทุกเรื่อง
ถูกต้องและพอใจทุกเรื่อง
ก็จะพอใจตัวเองและยกมือไหว้ตัวเองได้
มีสวรรค์ที่แท้จริงอยู่ที่นั่น.
คัดจากหนังสือ
อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์
จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ
ในหัวข้อ ฟ้าสางทางสวรรค์ในทุกอิริยาบถ
พิมพ์โดย
ธรรมทานมูลนิธิ และ สนพ.
สุขภาพใจ พิมพ์ครั้งที่
๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐