สวรรค์ในทุกอิริยาบถ

"ของขวัญชิ้นที่สอง ในการทำบุญล้ออายุ ปี ๒๕๒๘ คือสวรรค์ในทุกอิริยาบถ. หลายคนคงจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่อาตมา ก็ขอร้องให้พยายามทำความเข้าใจ ให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ก็เชื่อว่าจะเข้าใจได้ และทำให้เกิดขึ้นได้ เป็นสวรรค์ที่นี่และเดี๋ยวนี้. สวรรค์ต่อตายแล้วขึ้นอยู่กับสวรรค์ชนิดนี้ ถ้าไม่มีสวรรค์ชนิดนี้ สวรรค์ชนิดที่จะได้รับต่อตายแล้ว ก็มีไม่ได้. ข้อนี้มาจากความรู้อย่างแจ่มแจ้งว่า การทำหน้าที่ที่ถูกต้อง นั่นแหละคือ ธรรมะที่แท้จริง ดังนั้น เมื่อทำหน้าที่อยู่ในอิริยาบถใด ก็ระลึกนึกถึงความจริงข้อนี้ แล้วพอใจอย่างยิ่ง ในการปฏิบัตินั้น จนถึงกับยกมือไหว้ตัวเองได้ ชื่นใจอยู่ในการกระทำของตนเอง ในหน้าที่ที่กระทำอยู่ทุกอิริยาบถ"

พุทธทาสภิกขุ

 

 

 

สวรรค์ในชีวิตประจำวัน 

ขอแถมอีกสักข้อหนึ่ง สำหรับผู้ที่เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เป็นประจำวัน ก็ขอแถมความเคารพครั้งที่สี่ คือการเคารพตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ ก่อนแต่จะนอน ตื่นเช้าขึ้นมา ก็ยังรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ สรุปเป็นสวรรค์ประจำวัน ตื่นอยู่ก็พอใจ นอนก็นอนหลับดีไม่ฝันร้าย ตื่นขึ้นมาก็พอใจอีก เป็นสวรรค์ไปทุกอิริยาบถเสียอย่างนี้ เคารพตัวเองได้เพราะเหตุนี้ ซึ่งมีความหมายแห่งการเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมอยู่ด้วย เป็นการสรุป

พุทธบริษัท มีความหมายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน : รู้ คือ รู้เรื่องของจริง, ตื่น คือ ตื่นจากโง่ จากความหลับของกิเลส, เบิกบาน คือรู้สึกแต่ความถูกต้องและพอใจ มีสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถ ดังที่กล่าวแล้ว ใครจะฟังดู เป็นเรื่องประดักประเดิดบ้าน้ำลาย ก็ขอเชิญ แต่อาตมาขอยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องบ้าน้ำลาย ไม่ใช่เรื่องประดักประเดิดเกินขอบเขต แต่มันอยู่ในวิสัยที่จะทำได้.

ดังนั้น ขอให้ยอมรับเอากัมมัฏฐาน ที่ชื่อว่า ธรรมานุสสติ มาใช้ให้อยู่กับเนื้อกับตัว อยู่ตลอดเวลาแล้วมันจะงอกงามเป็นพุทธานุสสติ สังฆานุสสติ และอนุสสติอื่นๆ อีกมากมาย สามารถดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ครั้งแรกมันคงจะเผอเรอ หรือหละหลวมบ้าง แต่ถ้ากวดขันเข้ามา กวดขันเข้ามา ไม่เท่าไร ไม่กี่วันกี่เดือน ก็จะเป็นผู้มีธรรมานุสสติ อยู่ในทุกอิริยาบถได้มากขึ้น จนกลายเป็นผู้ที่ทำอะไรๆ ด้วยสติ ได้เป็นแน่

สวรรค์เมื่อเจ็บไข้

ทีนี้, จะพูดออกไปถึงว่า ถ้าเกิดเจ็บไข้ขึ้นมาแล้ว จะมีสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถได้อย่างไร ที่นั่งอยู่นี่ทั้งหมด ใครคิดออกว่า ความเจ็บไข้จะเป็นสวรรค์ได้อย่างไร. ถ้าคิดออก ก็จะมีสติพอที่จะคิดว่า ความเจ็บไข้นี้ เป็นของมีมาตามธรรมชาติ ถูกต้องตามธรรมชาติ แล้วมันมาบอกความจริง ให้ศึกษาเรื่องธรรมชาติ มาช่วยให้เข้าใจในเรื่องการบรรลุนิพพานได้เร็ว ถือว่าเป็นโชคดีไปเสียอีก ที่ได้ศึกษาธรรมะ ลึกขึ้นไป โดยศึกษาเอาจากความเจ็บไข้ แล้วก็จะเจ็บไข้ชนิดที่ให้มีประโยชน์มากที่สุด ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็จะเจ็บไข้ให้ดีที่สุด คือ ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นธรรมานุสสติในการเจ็บไข้นั่นเอง ถ้ามันจะต้องตาย หรือมีนิมิตแห่งความตายส่อออกมา อย่างแน่นอนแล้ว ก็รู้สึกว่า โอ้ ดีแล้วเว้ย เป็นการศึกษาอันสุดท้าย เพื่อความดับสนิท ไม่เวียนว่ายตายเกิดกันเสียที เราได้พักผ่อนก่อนคนอื่นแล้ว คนอื่นทนทำไปเถอะ เราที่ร่างกายจะแตกดับนี้ จะได้หยุดจะได้พักผ่อน ดังนี้แล้วก็พอใจ แล้วก็ตายอย่างกล้าหาญ ตายอย่างมีสวรรค์ หรือมีนิพพานติดต่อกันไปเลยก็ได้. นี้เรียกว่า มีสวรรค์ในการเจ็บไข้ เพราะพอใจในหน้าที่ที่เกิดมาแล้วก็ต้องตาย.

นิพพานเป็นของให้เปล่า

นี่, ขอให้มองดูให้ดีว่า มันมีความลับอะไรอยู่อย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราต้องเป็นทุกข์ทรมานจนตลอดชีวิต. นั่นคือเราไม่รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ไม่พอใจในธรรมะ ไม่บูชาธรรมะ ไม่สงวนรักษาธรรมะ ไม่ปฏิบัติธรรมะ ให้อยู่กะเนื้อกะตัว จึงไม่สามารถมีสวรรค์ อยู่ในทุกอิริยาบถ ไม่สามารถขจัดความทุกข์ออกไป ให้ชีวิตเย็นเป็นนิพพาน. ภาวะที่ไม่มีความทุกข์เลย นั่นแหละคือนิพพาน อาจจะมีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ โดยมีสติสัมปชัญญะในทุกหน้าที่ที่ตนกระทำ ภาวะเช่นนี้ เป็นไปตามกฏของธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้เงินเลย ขอบอกว่า ถ้าต้องใช้เงินเพื่อซื้อ เพื่อลงทุนดังนี้ ก็ไม่ถูกต้องแล้ว นิพพานเป็นของให้เปล่าโดยไม่ต้องใช้เงิน นอกจากการประพฤติกระทำ ดำรงจิตให้ถูกต้อง ตามกฏของธรรมชาติอันเกี่ยวกับนิพพาน ดังพระบาลีที่ว่า นิพพานให้เปล่า ไม่ต้องเสียสตางค์. ขอให้ฟังดูให้ดีๆ เมื่อเวลาพระไปเจริญพระพุทธมนต์เย็นที่บ้านของท่าน ตั้งใจฟังให้ดี จะมีอยู่ประโยคหนึ่ง ที่พระจะสวดว่า ลทฺธา มุธา นิพฺพุตึ ภุญฺชมานา มีใจความสำคัญว่า นิพพานเป็นของให้เปล่าแก่ผู้ที่ปฏิบัติถูกต้อง ไม่คิดสตางค์ ปฏิบัติถูกต้อง ในรูปที่มีสติสัมปชัญญะ ทำอะไรๆ ด้วยจิตใจที่มีธรรมานุสสติไปหมดเลย ได้รับความพอใจเย็นใจ มาบริโภคอยู่เปล่าๆ เป็นนิพพานน้อยๆ ไปพลางก่อน จนกว่าจะสมบูรณ์ นิพพานน้อยๆ เป็นตัวอย่าง เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือ สามายิกนิพพาน ไปพลางก่อน แล้วจะค่อยมากขึ้นๆ จนเป็นนิพพานที่สมบูรณ์ เป็นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ได้.

ไม่ต้องเพิ่มงานอะไร ให้มากไปกว่าที่ทำอยู่แล้ว!

นี่, ขอให้ช่วยเข้าใจกัน ให้ดีๆ ที่ตรงนี้: อาตมาไม่ได้เพิ่มภาระอะไร ให้มากไปกว่าที่ทำอยู่แล้ว. เพียงแต่เมื่อทำอะไร เท่าทีทำอยู่แล้ว ก็ขอให้มีสติสัมปชัญญะในการที่จะรู้จักมัน ว่า หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ พอใจกระทำ รู้สึกเป็นสุขอยู่ในการกระทำ เพราะว่ามันเป็นธรรมะ, มีธรรมปีติเช่นนี้ อยู่ตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ พอใจและชื่นใจ เป็นสวรรค์อยู่ทุกๆ อิริยาบถ ตัวอย่างที่จะเห็นได้ชัด ในทางโลกๆ ก็คือจะทำงานสนุก เหมือนกับเล่นกีฬา แม้จะเป็นงานหนัก งานบางอย่างมันก็สนุก แต่เดี๋ยวนี้ เราจะทำให้มันสนุกไปเสียทุกอย่าง ไม่ว่างานหนักงานเบา เป็นงานมีค่าเสมอกัน ให้ความสุขชนิดเดียวกันตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ไม่ต้องไปสถานเริงรมย์ เพื่อความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ก็ยังมีความสุขแท้จริงอยู่ในการงาน ที่ทำอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่า มีสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถ. ขอให้ถือหลักปฏิบัติอยู่อย่างนี้เถิด ก็จะเป็นแผ่นดินธรรมอย่างสูงสุด แล้วแผ่นดินทองก็จะตามมาเอง โดยอัตโนมัติ ถ้ามิฉะนั้นแล้ว โครงการแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง จะเป็นภาระหนัก เหมือนกลิ้งครกขึ้นภูเขา หรือจับปูใส่กระด้ง คือไม่มีที่สิ้นสุดอยู่นั่นแหละ.

ในที่นี้ ขอบอกกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย พวกที่จะพัฒนาแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ให้รู้ไว้ด้วยว่า จงกระทำไปด้วยจิตใจที่รู้ชัดแจ้งว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือสิ่งที่จะช่วยได้ ทำหน้าที่อย่างสนุกสนาน พอใจในความสุขที่แท้จริง แล้วก็จะเบื่อหน่ายเกลียดชังอบายมุขทั้งหลาย ขึ้นมาเอง. เมื่อเป็นดังนี้ แผ่นดินธรรมก็จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วก็เป็นการง่ายนิดเดียว ที่แผ่นดินทองจะผุดขึ้นมา ในฐานะที่เป็นสวรรค์อยู่ในทุกอิริยาบถ

ทางรอดของประเทศชาติ.

เดี๋ยวนี้ มันถึงสมัยแล้ว มาถึงสมัยที่จะต้องรู้จักใช้ธรรมะให้ดีกว่าที่แล้วมา : ที่แล้วมา รู้จักธรรมะกันน้อยเกินไป จนช่วยอะไรไม่ได้ จนเป็นโรคประสาทกันเต็มบ้านเต็มเมือง ในหมู่พุทธบริษัทนี้เอง ถ้ามีธรรมะกันอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้ จะอยู่กันด้วยความถูกต้อง เป็นสวรรค์ในทุกอิริยาบถ ไปในตัว. ทางรอดของประเทศชาติ ก็คือสิ่งนี้ คือประชาชนพลเมือง รู้ธรรมะมีหน้าที่เป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นหน้าที่ เป็นสุขอยู่ทุกอิริยาบถ ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งทำยิ่งพอใจ อิ่มอกอิ่มใจอยู่ทุกอิริยาบถ ทั้งกลางวันกลางคืน ข้อนี้คืออะไรล่ะ? ข้อนี้คือความลับที่สุด เป็นเคล็ดลับที่สุด ขนาดเส้นผมบังภูเขา ที่จะทำให้การงานกลายเป็นเสวยความสุข หรืออย่างน้อยก็เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดความสุข แต่ที่เป็นอยู่กันในบัดนี้ ไม่อยากทำงาน เกลียดการทำงาน หลบหลีกการทำงาน เอาเปรียบการทำงาน เพราะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า การงาน อย่างถูกต้องคือเป็นธรรมะ หรือสิ่งที่จะช่วยให้รอดและสามารถจะทำให้เป็นสวรรค์ ไปได้ทุกอิริยาบถ ถ้าเข้าใจความข้อนี้ข้อเดียว ว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ก็จะพอใจในการทำงาน ในฐานะที่เป็นธรรมะ มีความสุขอันเกิดจากปีติในธรรมะ มาหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความสุข คนเหล่านั้นก็จะเกลียดความเพลิดเพลิน อันหลอกลวง คืออบายมุข ขึ้นมาได้เอง ไม่ต้องมีแผนการกำจัดอบายมุข อันแสนจะยุ่งยาก แต่มีแผนการที่ทำให้คนเกลียดอบายมุข เพราะไปชอบและมัวเมา ในสิ่งที่ตรงกันข้ามจากอบายมุข แล้วเป็นสุขอยู่อย่างถูกต้องในขณะที่กำลังทำงาน อยู่เป็นประจำวัน นี้คือเคล็ดลับชนิดเส้นผมบังภูเขา อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น.

 

BACK NEXT

 

คัดจากหนังสือ อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ในหัวข้อ ฟ้าสางทางสวรรค์ในทุกอิริยาบถ พิมพ์โดย ธรรมทานมูลนิธิ และ สนพ. สุขภาพใจ พิมพ์ครั้งที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐