ตามรอยพระอรหันต์
(พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๘๔)
ความมุ่งมั่นตั้งใจของพระลูกชายและคณะธรรมทาน
ที่จะส่งเสริมการปฏิบัติธรรมในด้านวิปัสสนาธุระให้
รุ่งเรือง
ทำให้นางเคลื่อนผู้มารดา
ได้ทำพินัยกรรม
มอบเงินจำนวน
๖,๓๗๘ บาท
ตั้งเป็นทุนต้นตระกูล
พานิช
เพื่อให้นำดอกผลมาใช้ในกิจการของสวนโมกข์
และคณะธรรมทาน
ซึ่งได้เปิด
"ห้องธรรมทาน"
ขึ้น
ใกล้ทางรถไฟ
จัดให้มีการทำบุญเลี้ยงพระในวัน
อุโบสถ
และนิมนต์ "พุทธทาสภิกขุ"
มาแสดงพระ
ธรรมเทศนา
นอกจากนี้
กองทุนดังกล่าวยังช่วยให้
เกิดหนังสือพิมพ์
ราย
๓ เดือน ชื่อ
"พุทธสาสนา"
ในเดือน
พฤษภาคม ๒๔๗๖
ซึ่งถือเป็นสื่อสำคัญที่สุดที่ช่วยเผยแพร่ให้
สาธารณชนได้รับทราบว่า
บัดนี้ที่เมืองไชยา
ซึ่งสมัยหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งเดิมของอาณาจักร
ศรีวิชัย
อันรุ่งเรืองด้วยพุทธศาสนาในอดีต
ได้เกิดคณะบุคคล
ซึ่งประกอบด้วยพระและ
ฆราวาส
ที่พร้อมใจกันจะพิสูจน์ให้โลกสมัย
ใหม่ตระหนักว่า
พระพุทธศาสนาคือปัจจัย
สำคัญอย่างยิ่งยวดของการดำรงชีวิตอยู่ใน
โลกนี้
และแก่นแท้แห่งพระพุทธศาสนามิใช่
พิธีกรรม
ไสยศาสตร์
หรือการเรียนปริยัติธรรม
เพื่อสอบเอาเปรียญธรรมสูงๆ
หากแต่เป็นการ
ศึกษาควบคู่ไปพร้อมๆ
กับการปฏิบัติ
และผู้ที่ปฏิบัติได้
ถูกต้อง
ก็จะสามารถก้าวไปสู่ทางแห่งพระนิพพานได้ตามลำดับอย่างแน่นอนด้วย

พระมหาเงื่อมได้เริ่มงานเผยแพร่ความคิดนี้ไปพร้อมๆ
กับการศึกษาพระไตรปิฎก
แล้วนำมาปฏิบัติทดลอง
มีชีวิต
ตามแบบสงฆ์
ในสมัยพุทธกาลด้วยตนเอง
คือดำรง
ชีวิตอยู่ในสวนโมกข์อย่างสมถะ
และใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด
ศึกษาและทดลอง
ฝึกกรรมฐาน
และวัตรปฏิบัติต่างๆ
อย่างเอาจริงเอาจัง
แล้วจดบันทึกไว้เป็นข้อมูล
เพื่อศึกษาว่าพระพุทธองค์ทรงสอนอะไร
และให้ผลอย่างไร
ในช่วงเข้าพรรษา
จะ
เป็นช่วงเวลาของการฝึกฝนตนเองอย่างเข้มข้นพิเศษ
โดยท่านได้จัดทำสมุดบันทึก
"ปฏิบัติธรรมรายวัน
แบบพุทธทาส"
ขึ้น
เพื่อศึกษาไตร่ตรองและทบทวนผลจาก
การทดลองปฏิบัติ
จากบันทึกในช่วงเข้าพรรษาประจำปี
๒๔๗๗
แสดงให้เห็นว่า
การศึกษาทดลองของท่านนั้น
เป็นไปอย่างชนิดต้องอาศัยความทรหดและจิตใจอัน
เข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง
ดังเช่นเมื่อตั้งใจไว้ว่าจะต่อสู้กับกิเลสต่างๆ
ที่มารบกวนล่อ
หลอกให้หลงตาม
ท่านก็จะบังคับใจตนเองให้ทำตรงกันข้าม
ดังที่มีบันทึกไว้ว่า
"หากสับเพร่าทำยุงตาย
หรือบอบช้ำไปหนึ่งตัว
จะให้ยุงกัดคราวหนึ่งไม่ต่ำกว่า
๒๐๐ ตัว
และไม่ต่ำกว่า
๒๐
นาทีในป่ารก
หรือ
ถ้าขี้เกียจ
จะรบมันด้วยการนั่งให้สว่างคาที่
ถ้าหิว
รบมันด้วยการกวาดลานให้มาก
จนไม่หิว
ถ้าเพลียโหย
จงเดินจงกรมอย่างแรง
๔-๕
ร้อยเที่ยว
ถ้าขลาดมาท่าไหน
จะอยู่ในท่านั้นให้หนักขึ้น
จนกว่าจะไม่ขลาด
ถ้ารักชอบ
เทหรือทุบต่อยสิ่งนั้นทันที
หรือเพ่งให้เห็นความเลวของมัน
ถ้าอร่อย
จะเจือน้ำหรือทิ้งส่วนนั้นเสีย
ถ้าไม่อร่อย
จงกินจนรู้สึกว่าเฉย
หรืออร่อยโดยสันโดษ
ถ้าเพลินในอารมณ์
จนคิดจนเห็นอนัตตา
มิฉะนั้นอย่าลุก"
ในบางช่วงแห่งการทดลองนี้
ท่านจะงดการพูดโดยเด็ดขาดเป็นเวลา
๓ เดือน
หรือฉันแต่อาหารธรรมชาติตลอดพรรษา
เช่น
กล้วยน้ำว้า
ข้าวโพด
มะพร้าว
แตง
ฯลฯ
และเคยแม้กระทั่งทำการทดลองแปลกๆ
ในบางครั้ง
ซึ่งทำให้ท่าน
ได้พบข้อคิดใหม่ๆ
เช่น
เมื่อทดลองสละเลือดให้ยุงกินพร้อมกันคราวเดียว
๑๐๐ ตัวเศษ
ในป่ารก
ท่านได้บันทึกไว้ว่า
ผลทางจิตใจคือ
"ได้หลักในใจ
แปลกๆ
ว่า
ปีติเกิดได้ทุกอย่างในการเสียสละเพื่อสัตว์อื่นๆ"
การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก
และการทดลองปฏิบัติอย่าง
แน่วแน่เช่นนี้
ได้ก่อให้เกิดปัญญาที่จะรู้แจ้งในพระธรรมคำ
สอนมากขึ้นๆ
เป็นลำดับ
กระทั่งแยกแยะได้ถูกว่า
พระพุทธเจ้า
ทรงสอนอะไรและหัวใจของคำสอนคืออะไร
ฯลฯ
แล้ววันหนึ่ง
แห่งการตามรอยพระอรหันต์
ท่านก็บันทึกการตัดสินใจอัน
สำคัญไว้ว่า
"รู้สึกว่าต่อไปจะเปลี่ยนเข็มมุ่งหมายในใจบางอย่าง
ให้หมุน
ตรงเฉพาะต่อความสุขอย่างแท้จริง
คือ
ละวางทุกๆ
อย่างแล้ว
มีใจสดชื่นเย็นฉ่ำยิ่งขึ้นเสมอ
จะประกาศแต่ความสุขนี้เท่านั้น
จะไม่ยอมให้อะไร
ครอบงำใจได้อีกต่อไป
ชีวิตของข้าพเจ้าสละทุกอย่างๆ
มุ่งหมายต่อความสุขนี้
และ
ประกาศเผยแผ่ความสุขนี้เท่านั้น
ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้ในบรรดามีอยู่ในพุทธศาสนา"
เวลา ๑๕.๐๐
น.
ถึงที่สุดแห่งความตกลงใจ
(บันทึกเมื่อ
๒๐ กันยายน
๒๔๗๗)
ความคิดและผลอันเกิดจากการศึกษาทดลองของพระมหา
เงื่อมนี้
ได้รับการเผยแผ่ผ่านทางหนังสือพิมพ์
"พุทธสาสนา"
อยู่อย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้ผู้คนจำนวนไม่น้อย
เริ่มสนใจกับ
หลักธรรมต่างๆ
ซึ่งไม่เคยมีใครพูดมาก่อน
และปรารถนา
ที่จะให้ความสนับสนุน
ก่อนเข้าพรรษาปี
๒๔๗๗
พระดุลยพากย์สุวมัณฑ์
ได้นิมนต์ "พระพุทธทาส
ภิกขุ"
เดิน
ทางไปแสดงธรรม
ณ
นครศรีธรรมราช
ในโอกาสเปิดสวน
ปันตาราม
ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามแนวของสวนโมกข์
และในปี
๒๔๘๐
เหตุการณ์ซึ่งคณะผู้ก่อตั้งสวนโมกข์ไม่ได้คาดฝันก็บังเกิดขึ้น
สมเด็จ
พระพุทธโฆษาจารย์
(เจริญ
ญาณวรเถระ)
วัดเทพศิรินทร์
องค์ประธาน
กรรมการ
มหาเถรสมาคม
เดินทางมาเยี่ยมและพักแรมที่สวนโมกข์
๑ คืน
แล้วในปีถัดมา
พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์
(วงศ์ ลัดพลี)
พระยาภรตราชสุพิช
นายสัญญา
ธรรมศักดิ์
เดินทางมาเยี่ยมสวนโมกข์
บุคคลชั้นนำทั้งบรรพชิตและ
ฆราวาสเหล่านี้
ได้เป็นกัลยาณมิตรที่สำคัญยิ่งของสวนโมกข์ในเวลาต่อมา
ช่วย
ส่งเสริมให้กิจการเพื่อการตามรอยพระอรหันต์แผ่ขยายจากสำนักปฏิบัติธรรม
เล็กๆ
ในหัวเมือง
ไปสู่สาธารณชนทุกทิศทุกทางในเวลาต่อมา
....
บทความ
โดย อรศรี
งามวิทยาพงศ์
จากหนังสืออนุทินภาพ
๖๐ ปี
สวนโมกข์ :
พฤษภาคม
๒๕๓๕
ลงตีพิมพ์ใหม่ในหนังสือ พุทธสาสนา
ปีที่ ๖๘ เล่ม ๒ พุทธศักราช
๒๕๔๓ |