ในปลายปี
พ.ศ. ๒๔๗๔
ระหว่างที่ฉันยังศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ
ได้มีการติดต่อกับ
นายธรรมทาส
พานิช
โดยทางจดหมายอยู่เสมอ
ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม
ตามความสามารถ.
ในที่สุดในตอนจะสิ้นปีนั่นเอง
เราได้ตกลงกันถึง
เรื่องจะจัดสร้างสถานที่ส่งเสริมปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะขึ้น
สักแห่งหนึ่ง
เพื่อความสะดวกแก่
ภิกษุสามเณรผู้ใคร่ในทางนี้
ซึ่งรวมทั้งตัวเองด้วย
โดยหวังไปถึงว่า
ข้อนั้นจะเป็นการช่วยกัน
ส่งเสริมความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา
ในยุคซึ่งเราสมมุติกันว่าเป็นกึ่งพุทธกาลส่วนหนึ่งด้วย.
เมื่อไม่มีที่ใดที่เหมาะสำหรับพวกเราจะจัดทำยิ่งไปกว่าที่ไชยา
เราก็ตกลงกันว่า
จำเป็นที่เราจะต้องจัดสร้างที่นี่ทั้งที่ที่ไชยาไม่มีถ้ำ
ไม่มีภูเขาที่งดงามตามธรรมชาติเลย
และเพราะเรามีกำลังน้อย
เราจะทำน้อยๆ
เผื่อผู้มีกำลังมาก
เห็นตัวอย่างแล้วเกิดพอใจขึ้นมา
ก็จะจัดทำกันให้แพร่หลายได้สืบไป
หรืออย่างน้อยที่สุด
การทำของเราอาจเป็นเครื่องสะดุดตาสะกิดใจ
ให้เพื่อนพุทธบริษัทเกิดสนใจในการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม
หรือรักการปฏิบัติด้วยตนเองขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย.
เราทำตนเป็นเพียงผู้ปลุกเร้าความสนใจ
ก็นับว่าได้บุญกุศลเหลือหลายแล้ว.
เมื่อตกลงกันดังนี้
ฉันก็ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ
ในตอนสิ้นปี
๒๔๗๔ นั่นเอง.
 |
 |
| บริเวณวัดตระพังจิกในปัจจุบัน
เดิมเป็นป่ารกทึบ
เพราะเป็นวัดร้างมานาน
และที่นี่คือจุดเริ่มต้น
ของสวนโมกขพลาราม |
โบสถ์หลังนี้
เมื่อ พ.ศ.
๒๔๗๕
มีเพียงหลังคาสังกะสีเล็กๆ
พอคุ้มฝนให้พระพุทธรูป
และท่านพุทธทาสก็ทำเพิงอาศัยอยู่หลังพระพุทธรูปนั้นประมาณ
๒ ปี |
ฉันพักอยู่ใน
วัดใหม่พุมเรียง
อันเป็นวัดที่เคยอยู่มาแต่แรก
ราวเดือนเศษ
ก็หาสถานที่ได้
ชนิดที่ในถิ่นนั้นจะหาได้ดีไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว
พวกเรากันเองที่เป็นมิตรสหาย
๔-๕ คน
ช่วยกันไปจัดทำที่พัก
กว่าฉันจะได้ย้ายไปอยู่ที่นั่น
ก็ตกเดือนพฤษภาคม
ซึ่งฉันจำได้แต่เพียงว่า
ดูเหมือนจะเป็นวันที่
๑๒,
ต่อมาในเดือนมิถุนายน
ประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงการปกครอง
เพราะฉะนั้น
ปฏิทินของสวนโมกข์จึงเป็นสิ่งที่จะจดจำได้ง่ายที่สุด
โดยแฝงไว้ในประโยคสั้นๆ
ว่า "ปีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง"
ข้อนี้,
พวกเราถือว่ามันเป็นนิมิตแห่งการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่
เพื่อการแก้ไขสิ่งต่างๆ
ให้ดีขึ้นเท่าที่เราจะพึงทำได้
ท่านผู้อ่านคงจะประหลาดใจบ้างก็ได้
ในเมื่อจะได้ทราบว่า
การกล่าวถึงเรื่องสวนโมกข์
ในระยะ ๒
ปีแรกนั้น
ก็มีแต่เรื่องเกี่ยวกับฉันเป็นส่วนมาก
เพราะตลอดเวลา
๒ ปีแรกนั้น
ไม่มีใครอาศัยอยู่ในสวนโมกข์เลย
มีแต่ฉันอยู่คนเดียว.
ยังไม่มีใครในต่างจังหวัดได้ยินชื่อสวนโมกข์
เพราะเราเพิ่งจัดออกหนังสือ
พุทธสาสนา
รายตรีมาศ
ในปีที่สองของการตั้งสวนโมกข์
กว่าจะมีภิกษุสามเณรจากที่อื่นไปเยี่ยมสวนโมกข์บ้าง
ก็ตกเข้าในปีที่สาม.
ฉันจึงอยู่คนเดียวตลอดเวลา
๒ ปี
ทั้งในและนอกพรรษา.
การมีสวนโมกข์
และการไปอยู่ที่นั่นของฉันเป็นการกระทำที่บอกกล่าวกัน
เฉพาะผู้มีความสนใจร่วมกัน
แม้คนในถิ่นนั้นเองที่ไม่เข้าใจความมุ่งหมายอันแท้จริงก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย
โดยเฉพาะ
ชาวไทยอิสลาม
ซึ่งอยู่ใกล้สวนโมกข์ที่สุด
บางคนคงจะเดาความหมายเอาเอง
จึงในตอนเช้าที่ฉันออกบิณฑบาตวันแรกๆ
เด็กๆ
พากันวิ่งหนีและร้องบอกกันว่า
"พระบ้ามาแล้วๆ"
แล้วอธิบายให้ฟังกันเองว่า
ฉันเป็นคนบ้าที่เขาเอาตัวมากักเพื่อรักษาที่ป่าวัดร้างนั่นให้ระวังให้ดี
นานตั้งหลายเดือนจึงค่อยหมดความเข้าใจเช่นนั้นอย่างสนิท.
เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องน่าขบขันอย่างเดียว
ยังเป็นเรื่องที่ไปพ้องกันเข้ากับเรื่องจริงส่วนใหญ่ของพวกเราอีก
คือ
เมื่อกิจการของคณะธรรมทานได้เผยแพร่ไปโดยทางหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ
มีเพื่อนร่วมชาติอีกไม่น้อยเหมือนกัน
ที่เข้าใจผิดคิดว่าการกระทำของพวกเราเป็นการซ่อนเร้นการหากำไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยเอาศาสนาเป็นโล่ก็มี
ที่คิดว่าทำเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการเปิดเผยข้อความที่ทายกไม่ควรจะรู้ก็มารู้
จนพวกพระเณรต้องเดือดร้อนดังนี้ก็มี
ที่เขียนบัตรสนเท่ห์ไปยุพระผู้ใหญ่ให้เข้าใจผิดและเกลียดชังก็มี
ซึ่งท่านได้กรุณาแจ้งให้พวกเราทราบ
พร้อมด้วยความรู้สึกอันจริงใจของท่าน
กว่าจะเข้าใจกันได้
ก็ร่วม ๑๐ ปี
แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า
ไม่มีผู้เข้าใจถูกมาตั้งแต่แรก
ที่จริงก็มีมากจนเหลือที่เราจะเก็บจดหมายชมเชยไว้ทั้งหมดได้เหมือนกัน
ข้อนี้ควรคิดในเรื่องที่ยอมเสียเวลานำมาเล่าสู่กันฟังนี้
อยู่ตรงที่ว่า
การทำอะไรใหม่ๆ
แปลกๆ
ไปจากที่เขากระทำอยู่นั้น
จะต้องถูกมองในแง่ร้ายบ้างส่วนหนึ่งเป็นธรรมดา
ไม่ว่าผู้ทำจะมีกำลังและอิทธิพลมากหรือน้อย
ถ้ามีอิทธิพลมากจะแตกต่างอยู่บ้าง
ก็ตรงที่เขาไม่กล้าพูดซึ่งหน้าเท่านั้น
เพราะฉะนั้น
ผู้ที่คิดจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ซึ่งเป็นการปฏิวัติแก้ไขหรือรื้อฟื้นทำให้ดีขึ้น
ขออย่าได้ไปเอาใจใส่กับการนินทาว่าร้ายของผู้เข้าใจผิด
ซึ่งโลกนี้จะต้องมีเป็นธรรมดานั้นเลย
ทำไปด้วยสุจริตใจก็พอแล้ว
ผลจักเกิดขึ้นเท่ากับการกระทำอันบริสุทธิ์ของตน.
พวกเรารู้สึกล่วงหน้าไว้เช่นนั้นแล้วเหมือนกัน
จึงไม่ได้เอาใจใส่อะไร
มากไปกว่าความนึกสนุกสนานของผู้ที่ทำนายสิ่งใดไว้แล้ว
สิ่งนั้นก็เกิดขึ้น
เพื่อให้ตนกลายเป็นหมอดูที่ทำนายแม่นๆ
เท่านั้น
ที่พักครั้งแรกที่สุดนั้น
เป็นเพียงโรงพื้นดินกั้นและมุงด้วยจากเล็กๆ
ขนาดวางแคร่ได้
๓-๔ แคร่
อยู่ติดกับโรงสังกะสี
ซึ่งเขายกขึ้นสำหรับมุงพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์หนึ่งไว้
แต่ก่อนเป็นโรงเปลือยไม่มีฝากั้นสวมทับลงตรงโบสถ์เก่าเพื่อรักษาพระพุทธรูปเอาไว้
ต้นไม้ขนาดเขื่องมีเงาครึ้มได้งอกรุกล้ำเข้ามากระทั่งในแนวพัทธสีมา
เนื่องจากความนานของวัดที่ร้างมาไม่น้อยกว่า
๘๐ ปี
นอกจากนี้
ก็ไม่มีอะไรอีก
นอกจากป่าไม้ที่แน่นทึบอยู่โดยรอบ
สถานที่นี้เป็นสถานที่เมื่อฉันมาอยู่ก็ยังเป็นสถานที่กลัวเกรงของคนทั่วไป
มีผู้ชายหลายคน
แม้กลางวันแสกๆ
คนเดียว
ไม่กล้าไปที่โบสถ์นั่น
เนื่องจากความเชื่อในทางผีสาง
หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ต้นไม้และเถาวัลย์จึงพากันกำเริบแน่นทึบไปหมด
นอกจากบ่อน้ำเก่าๆ
พังมิพังแหล่
เหลืออยู่บ่อหนึ่ง
ห่างจากโบสถ์ประมาณ
๕๐ เมตร
พออาศัยใช้น้ำได้บ้างแล้ว
ไม่มีอะไรที่จะเรียกได้ว่า
มิใช่ของมีเองเป็นเองตามธรรมชาติ.
นี่คือภาพแห่งสวนโมกข์
ในสมัย ๒
ปีแรก
ซึ่งผิดกับภาพถ่ายที่เคยนำลงในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา
หรือภาพที่ท่านจะได้เห็นในเมื่อไปเยี่ยมสวนโมกข์ด้วยตนเองในบัดนี้
อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย.
แต่ตามความเป็นจริง
ฉันยังรู้สึกพอใจสภาพเป็นอยู่ของสวนโมกข์เมื่อครั้งนั้นอยู่จนกระทั่งบัดนี้
ซึ่งฉันรู้สึกชัดแก่ใจว่า
มันได้ให้ประโยชน์บางประการแก่ฉัน
ชนิดที่สวนโมกข์ในสภาพปัจจุบันซึ่งเตียนสะอาดมีที่พักสบาย
ไม่อาจจะให้ได้เลย
เรื่องนี้เป็นหลักที่จะลืมเสียมิได้
สำหรับผู้สนใจการฝึกฝนทางจิต