มหาเงื่อม อินฺทปญฺโญ

อยู่กับธรรม  

เมื่อรบสู้ กับศัตรู สู้ด้วยธรรม

จะปลุกปล้ำ กันเท่าใด ไม่เสียหาย

ถ้าสู้กัน อย่างนี้ ไม่มีตาย

ในสุดท้าย จะปรองดอง ต้องใจกัน

 

เมื่อป้องกัน ศัตรู รู้ใช้ธรรม

เป็นกำแพง เพชรล้ำ เลิศมหันต์

ป้องกันได้ สารพัด น่าอัศจรรย์

ป้อมค่ายมั่น กว่าสิ่งใด ในโลกคน

 

เมื่อหลบซ่อน จากศัตรู อยู่กับธรรม

ไม่ระกำ ทุกข์เห็น สักเส้นขน

ช่วยปลุกปลอบ ชื่นชอบ ฉ่ำกมล

ขอทุกคน จงมีธรรม ประจำกายฯ  

 

สิบปีในสวนโมกข์ 
สารบัญ

หน้า ๑
หน้า ๒
หน้า ๓
หน้า ๔
หน้า ๕
หน้า ๖
หน้า ๗
หน้า ๘
หน้า ๙

 

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ระหว่างที่ฉันยังศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ ได้มีการติดต่อกับ นายธรรมทาส พานิช โดยทางจดหมายอยู่เสมอ ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม ตามความสามารถ. ในที่สุดในตอนจะสิ้นปีนั่นเอง เราได้ตกลงกันถึง เรื่องจะจัดสร้างสถานที่ส่งเสริมปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะขึ้น สักแห่งหนึ่ง เพื่อความสะดวกแก่ ภิกษุสามเณรผู้ใคร่ในทางนี้  ซึ่งรวมทั้งตัวเองด้วย โดยหวังไปถึงว่า ข้อนั้นจะเป็นการช่วยกัน ส่งเสริมความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ในยุคซึ่งเราสมมุติกันว่าเป็นกึ่งพุทธกาลส่วนหนึ่งด้วย. เมื่อไม่มีที่ใดที่เหมาะสำหรับพวกเราจะจัดทำยิ่งไปกว่าที่ไชยา เราก็ตกลงกันว่า จำเป็นที่เราจะต้องจัดสร้างที่นี่ทั้งที่ที่ไชยาไม่มีถ้ำ ไม่มีภูเขาที่งดงามตามธรรมชาติเลย และเพราะเรามีกำลังน้อย เราจะทำน้อยๆ เผื่อผู้มีกำลังมาก เห็นตัวอย่างแล้วเกิดพอใจขึ้นมา ก็จะจัดทำกันให้แพร่หลายได้สืบไป หรืออย่างน้อยที่สุด การทำของเราอาจเป็นเครื่องสะดุดตาสะกิดใจ ให้เพื่อนพุทธบริษัทเกิดสนใจในการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม หรือรักการปฏิบัติด้วยตนเองขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย. เราทำตนเป็นเพียงผู้ปลุกเร้าความสนใจ ก็นับว่าได้บุญกุศลเหลือหลายแล้ว. เมื่อตกลงกันดังนี้ ฉันก็ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในตอนสิ้นปี ๒๔๗๔ นั่นเอง.

บริเวณวัดตระพังจิกในปัจจุบัน เดิมเป็นป่ารกทึบ เพราะเป็นวัดร้างมานาน และที่นี่คือจุดเริ่มต้น ของสวนโมกขพลาราม โบสถ์หลังนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ มีเพียงหลังคาสังกะสีเล็กๆ พอคุ้มฝนให้พระพุทธรูป และท่านพุทธทาสก็ทำเพิงอาศัยอยู่หลังพระพุทธรูปนั้นประมาณ ๒ ปี

 

ฉันพักอยู่ใน วัดใหม่พุมเรียง อันเป็นวัดที่เคยอยู่มาแต่แรก ราวเดือนเศษ ก็หาสถานที่ได้  ชนิดที่ในถิ่นนั้นจะหาได้ดีไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว พวกเรากันเองที่เป็นมิตรสหาย ๔-๕ คน ช่วยกันไปจัดทำที่พัก กว่าฉันจะได้ย้ายไปอยู่ที่นั่น ก็ตกเดือนพฤษภาคม ซึ่งฉันจำได้แต่เพียงว่า ดูเหมือนจะเป็นวันที่ ๑๒, ต่อมาในเดือนมิถุนายน ประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะฉะนั้น ปฏิทินของสวนโมกข์จึงเป็นสิ่งที่จะจดจำได้ง่ายที่สุด โดยแฝงไว้ในประโยคสั้นๆ ว่า "ปีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง" ข้อนี้, พวกเราถือว่ามันเป็นนิมิตแห่งการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ เพื่อการแก้ไขสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นเท่าที่เราจะพึงทำได้

ท่านผู้อ่านคงจะประหลาดใจบ้างก็ได้ ในเมื่อจะได้ทราบว่า การกล่าวถึงเรื่องสวนโมกข์ ในระยะ ๒ ปีแรกนั้น ก็มีแต่เรื่องเกี่ยวกับฉันเป็นส่วนมาก เพราะตลอดเวลา ๒ ปีแรกนั้น ไม่มีใครอาศัยอยู่ในสวนโมกข์เลย มีแต่ฉันอยู่คนเดียว. ยังไม่มีใครในต่างจังหวัดได้ยินชื่อสวนโมกข์ เพราะเราเพิ่งจัดออกหนังสือ พุทธสาสนา รายตรีมาศ ในปีที่สองของการตั้งสวนโมกข์ กว่าจะมีภิกษุสามเณรจากที่อื่นไปเยี่ยมสวนโมกข์บ้าง ก็ตกเข้าในปีที่สาม. ฉันจึงอยู่คนเดียวตลอดเวลา ๒ ปี ทั้งในและนอกพรรษา.

การมีสวนโมกข์ และการไปอยู่ที่นั่นของฉันเป็นการกระทำที่บอกกล่าวกัน เฉพาะผู้มีความสนใจร่วมกัน แม้คนในถิ่นนั้นเองที่ไม่เข้าใจความมุ่งหมายอันแท้จริงก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะ ชาวไทยอิสลาม ซึ่งอยู่ใกล้สวนโมกข์ที่สุด บางคนคงจะเดาความหมายเอาเอง จึงในตอนเช้าที่ฉันออกบิณฑบาตวันแรกๆ เด็กๆ พากันวิ่งหนีและร้องบอกกันว่า "พระบ้ามาแล้วๆ" แล้วอธิบายให้ฟังกันเองว่า ฉันเป็นคนบ้าที่เขาเอาตัวมากักเพื่อรักษาที่ป่าวัดร้างนั่นให้ระวังให้ดี นานตั้งหลายเดือนจึงค่อยหมดความเข้าใจเช่นนั้นอย่างสนิท.

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องน่าขบขันอย่างเดียว ยังเป็นเรื่องที่ไปพ้องกันเข้ากับเรื่องจริงส่วนใหญ่ของพวกเราอีก คือ เมื่อกิจการของคณะธรรมทานได้เผยแพร่ไปโดยทางหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ มีเพื่อนร่วมชาติอีกไม่น้อยเหมือนกัน ที่เข้าใจผิดคิดว่าการกระทำของพวกเราเป็นการซ่อนเร้นการหากำไรอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเอาศาสนาเป็นโล่ก็มี ที่คิดว่าทำเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการเปิดเผยข้อความที่ทายกไม่ควรจะรู้ก็มารู้ จนพวกพระเณรต้องเดือดร้อนดังนี้ก็มี ที่เขียนบัตรสนเท่ห์ไปยุพระผู้ใหญ่ให้เข้าใจผิดและเกลียดชังก็มี ซึ่งท่านได้กรุณาแจ้งให้พวกเราทราบ พร้อมด้วยความรู้สึกอันจริงใจของท่าน กว่าจะเข้าใจกันได้ ก็ร่วม ๑๐ ปี แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ไม่มีผู้เข้าใจถูกมาตั้งแต่แรก ที่จริงก็มีมากจนเหลือที่เราจะเก็บจดหมายชมเชยไว้ทั้งหมดได้เหมือนกัน

ข้อนี้ควรคิดในเรื่องที่ยอมเสียเวลานำมาเล่าสู่กันฟังนี้ อยู่ตรงที่ว่า การทำอะไรใหม่ๆ แปลกๆ ไปจากที่เขากระทำอยู่นั้น จะต้องถูกมองในแง่ร้ายบ้างส่วนหนึ่งเป็นธรรมดา  ไม่ว่าผู้ทำจะมีกำลังและอิทธิพลมากหรือน้อย ถ้ามีอิทธิพลมากจะแตกต่างอยู่บ้าง ก็ตรงที่เขาไม่กล้าพูดซึ่งหน้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่คิดจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นการปฏิวัติแก้ไขหรือรื้อฟื้นทำให้ดีขึ้น ขออย่าได้ไปเอาใจใส่กับการนินทาว่าร้ายของผู้เข้าใจผิด ซึ่งโลกนี้จะต้องมีเป็นธรรมดานั้นเลย ทำไปด้วยสุจริตใจก็พอแล้ว ผลจักเกิดขึ้นเท่ากับการกระทำอันบริสุทธิ์ของตน. พวกเรารู้สึกล่วงหน้าไว้เช่นนั้นแล้วเหมือนกัน จึงไม่ได้เอาใจใส่อะไร มากไปกว่าความนึกสนุกสนานของผู้ที่ทำนายสิ่งใดไว้แล้ว สิ่งนั้นก็เกิดขึ้น เพื่อให้ตนกลายเป็นหมอดูที่ทำนายแม่นๆ เท่านั้น

กุฏิหลังแรก ที่ท่านพุทธทาสอาศัยอยู่กว่า ๑๐ ปีในสวนโมกข์ พุมเรียงที่พักครั้งแรกที่สุดนั้น เป็นเพียงโรงพื้นดินกั้นและมุงด้วยจากเล็กๆ ขนาดวางแคร่ได้ ๓-๔ แคร่ อยู่ติดกับโรงสังกะสี ซึ่งเขายกขึ้นสำหรับมุงพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์หนึ่งไว้ แต่ก่อนเป็นโรงเปลือยไม่มีฝากั้นสวมทับลงตรงโบสถ์เก่าเพื่อรักษาพระพุทธรูปเอาไว้ ต้นไม้ขนาดเขื่องมีเงาครึ้มได้งอกรุกล้ำเข้ามากระทั่งในแนวพัทธสีมา เนื่องจากความนานของวัดที่ร้างมาไม่น้อยกว่า ๘๐ ปี นอกจากนี้ ก็ไม่มีอะไรอีก นอกจากป่าไม้ที่แน่นทึบอยู่โดยรอบ สถานที่นี้เป็นสถานที่เมื่อฉันมาอยู่ก็ยังเป็นสถานที่กลัวเกรงของคนทั่วไป มีผู้ชายหลายคน แม้กลางวันแสกๆ คนเดียว ไม่กล้าไปที่โบสถ์นั่น เนื่องจากความเชื่อในทางผีสาง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้และเถาวัลย์จึงพากันกำเริบแน่นทึบไปหมด นอกจากบ่อน้ำเก่าๆ พังมิพังแหล่ เหลืออยู่บ่อหนึ่ง ห่างจากโบสถ์ประมาณ ๕๐ เมตร พออาศัยใช้น้ำได้บ้างแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเรียกได้ว่า มิใช่ของมีเองเป็นเองตามธรรมชาติ.

นี่คือภาพแห่งสวนโมกข์ ในสมัย ๒ ปีแรก ซึ่งผิดกับภาพถ่ายที่เคยนำลงในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา หรือภาพที่ท่านจะได้เห็นในเมื่อไปเยี่ยมสวนโมกข์ด้วยตนเองในบัดนี้ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย. แต่ตามความเป็นจริง ฉันยังรู้สึกพอใจสภาพเป็นอยู่ของสวนโมกข์เมื่อครั้งนั้นอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ซึ่งฉันรู้สึกชัดแก่ใจว่า มันได้ให้ประโยชน์บางประการแก่ฉัน ชนิดที่สวนโมกข์ในสภาพปัจจุบันซึ่งเตียนสะอาดมีที่พักสบาย ไม่อาจจะให้ได้เลย เรื่องนี้เป็นหลักที่จะลืมเสียมิได้ สำหรับผู้สนใจการฝึกฝนทางจิต

 

 หน้าต่อไป
บทความในวารสาร พุทธสาสนา ปีที่ ๖๘ เล่ม ๒ พุทธศักราช ๒๕๔๓ ฉบับวิสาขบูชา
ฉบับพิเศษ พฤษภาคม พุทธธรรม- พุทธทาสรำลึก