|
ฉะนั้นขอให้นึกให้ถูกต้องว่า ถ้าเป็นพุทธบริษัทต้องได้รับประโยชน์จากพระนิพพาน ตามมากตามน้อย และเพราะว่าพระนิพพานนั้นสามารถให้สำเร็จประโยชน์เช่นนั้นได้จริง, ขอให้พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมันยังจะไปไกลถึงกับว่า แม้คนโง่ไม่รู้จักพระนิพพานเอาเสียเลย เขาก็ยังลงไปกินไปอาบในสระแห่งนิพพานนั้นได้โดยไม่รู้สึกตัว ข้อนี้ก็เพราะว่า พระนิพพานเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในที่ทั่วไป เมื่อบุคคลไม่มีความร้อนใดๆ ก็หมายความว่า กำลังดื่มกินพระนิพพาน. ทีนี้ก็จะพูดกันถึงความร้อน ความร้อนทั่วๆไป อย่างไฟอย่างนี้ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวนี้หมายถึง ความร้อนในจิตใจ ที่มันเกิดมาจากกิเลส เช่น โลภะ โทสะ โมหะ เป็นความร้อนแห่งไฟคือกิเลส, ถ้าเมื่อใดความร้อนจากไฟคือกิเลสมันไม่มี เมื่อนั้นก็มีภาวะแห่งนิพพาน. นี่เป็นหลักที่สำคัญที่สุดที่จะต้องกระทำไว้ในใจว่า เมื่อใด ไม่มีไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่มี, ก็มีความเย็นอย่างนิพพาน, ถ้ามันไม่มีชั่วคราว มันก็เป็นความเย็นชั่วคราว. ถ้ามันมีนิดหนึ่ง มันก็เป็นความเย็นนิดหนึ่ง และมันคงเป็นความเย็นนั่นเอง; ถ้ามันเป็นความเย็นแล้ว ก็มีความหมายแห่งนิพพาน เป็นเรื่องความเย็นในทางจิตใจ ขอให้สนใจดูให้ดีว่า เรามีความร้อนเมื่อไร มีความร้อนใจเมื่อไร มันก็หมายความว่า มีความร้อนที่เกิดมาจากกิเลสเมื่อนั้น; เมื่อใดความร้อนชนิดนั้นไม่มี มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า นิพพานไม่มากก็น้อยอยู่ในจิตใจ. การที่ไฟนี้จะดับไป กิเลสจะดับไปนี้ มันมีได้ทั้งสองอย่าง คือ (๑) มันดับของมันเองก็ได้, (๒) มีผู้ทำให้ดับก็ได้; คือว่า มีการประพฤติปฏิบัติทำให้กิเลสไม่เกิด หรือดับมันเสีย มันก็ดับเพราะมีผู้ทำให้ดับ, แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังมีการดับของมันเอง เพราะมันหมดเหตุหมดปัจจัยของมันเอง ไม่ต้องมีใครมาทำให้ดับมันก็ดับ เพราะว่ากิเลสนี้มันก็เป็นสังขารธรรมตามธรรมดา คือสิ่งที่เกิดมาจากเหตุจากปัจจัย เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย; เมื่อเหตุปัจจัยหมดลงขาดลง มันก็ดับของมันเอง.ง มีความสำคัญที่จะต้องทราบไว้เป็นหลักว่า "สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการดับลงเป็นธรรมดา", เป็นบาลีก็ว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ - สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา. กิเลสก็มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ตามธรรมดาของสังขารที่มีเหตุมีปัจจัย และมันก็ดับลงเพราะหมดเหตุหมดปัจจัยตามธรรมดา; เมื่อกิเลสนั้นดับลงไป มันก็มีความเย็นกิเลสไม่เกิดขึ้นรบกวน มันก็มีความเย็น ดังนั้น ทุกคนไม่ใช่ว่าจะมีกิเลสเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา มันมีเวลาที่กิเลสไม่เกิด หรือว่า กิเลสมันดับไปเองตามธรรมดา มันก็ต้องมีความเย็นในความหมายของนิพพาน ฉะนั้น จึงพูดได้เต็มปากว่า นิพพานนั้นมีสำหรับทุกคน และมีอยู่สำหรับทุกคน ในลักษณะที่มากบ้าง น้อยบ้าง ชั่วขณะบ้าง หรือ นานหน่อยบ้าง หรือถ้าดีถึงที่สุดก็ตลอดกาล.
ขอให้ทุกคนรู้จักพระนิพพานชนิดนี้, จำเป็นที่จะต้องรู้จัก เพราะว่ามันมีคุณค่าอย่างใหญ่หลวง หรือจะเรียกว่า เป็นหนี้บุญคุณของพระนิพพานอย่างน้อยู่อย่างใหญ่หลวง พูดให้จำกัดชัดเจนลงไปว่า ภาวะที่การว่างจากกิเลส ที่ปรากฏแก่จิตเมื่อจิตว่างจากกิเลส นั่นแหละคือนิพพาน, เมื่อใดจิตว่างจากกิเลส เมื่อนั้นก็เป็นนิพพาน. เดี๋ยวนี้ เวลานี้นั่งอยู่ที่นี่ จิตมีกิเลสหรือไม่? ถ้าใครมีกิเลส มันก็ไม่มีนิพพาน, ถ้าใครไม่มีกิเลส มันก็มีภาวะแห่งนิพพาน คือความว่างจากกิเลส; นั่งอยู่ที่นี่อาจจะมีความคิดนึกรักโกรธเกลียดกลัวอะไรก็ได้ สงสัยอะไรก็ได้, ไม่เชื่อผู้พูดผู้เทศน์ กำลังเกลียดน้ำหน้าผู้เทศน์ผู้พูดอยู่ก็ได้ มันก็ไม่ว่างจากกิเลส; แต่ถ้ามันไม่มีกิเลสโดยประการใดๆ มันก็เป็นความว่างจากกิเลส หรือมีความเย็นแห่งนิพพาน. ท่านทั้งหลายจะต้องคิดดูเรื่องนี้ให้ดีๆ เพราะว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่ว่าจะทำให้พระพุทธศาสนาเป็นหมันไม่มีประโยชน์อะไร หรือว่าจะทำให้พระพุทธศาสนามีประโยชน์ที่สุด และตัวเองก็เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างยิ่งคนหนึ่งด้วย; นั่นแหละจะต้องทำความรู้ความเข้าใจ ว่านิพพานคืออะไร อยู่ที่ไหน และเมื่อไร, มีแก่ทุกๆ คนได้หรือไม่. แต่อย่างไรก็ดีจะต้องรู้จักข้อที่ว่า มันเป็นชั้นๆ ชั้นๆ อยู่มันไม่เท่ากัน : นิพพานสำหรับพระอรหันต์ มันก็อย่างหนึ่งระดับหนึ่ง สำหรับ โสดาฯ สกิทาคาฯ อนาคาฯ มันก็ระดับหนึ่ง, สำรับผู้ที่ยังไม่เป็นโสดาฯ ยังเป็นปุถุชนธรรมดามันก็อีกระดับหนึ่ง ปุถุชนชั้นดีมันก็ระดับหนึ่ง ปุถุชนชั้นเลวมันก็อีกระดับหนึ่ง มันไม่เท่ากัน ความว่างจากกิเลสนั้น มันมีลักษณะไม่เท่ากัน หรือต่างกัน แต่แล้วขอให้เข้าใจว่า ขึ้นชื่อว่า ความว่างจากกิเลสแล้ว มันก็เป็นนิพพานๆ ทั้งนั้น เพราะมันแปลว่า เย็นๆ. แม้แต่ทางวัตถุก็ยังใช้คำว่า เย็นนี่, ถ้าเป็นภาษาบาลี เช่น ไฟดับนี่ ภาษาบาลีก็ใช้คำว่า นิพพานอยู่นั่นแหละ; มีคำว่า ปชฺโช ตสฺเสว นิพฺพานํ - ดับเหมือนความดับแห่งไฟ ดับเหมือนความดับแห่งไฟ ไฟที่หมดเชื้อมันก็ดับไป; นี่ก็เหมือนความดับแห่งกิเลสที่หมดเชื้อ ของร้อนมีความร้อน ไม่เย็น ก็เรียก่า ยังไม่นิพพาน ยังกินไม่ได้; เป็นคำพูดที่ใช้อยู่ในครัว ว่า แกงหรือข้าวต้มหรืออะไรมันยังไม่เย็นกินไม่ได้ แล้วต้องรอจนกว่ามันจะนิพพานพอสมควรแล้วจึงจะกิน นี่ยังใช้คำว่า นิพพานอยู่นั่นแหละ. มีพระบาลีตอนหนึ่งมีข้อความว่า "ช่างทองเขาหลอมทอง หลอมแล้วเขาเอาออกมาจากที่ตัดไฟ ตัดไฟที่หลอมแล้วเอาน้ำรดให้มัเย็น"; คำคำนี้เป็นพระบาลีก็ว่า ทำให้มันนิพพาน - นิพพาเปยย; ช่างทองทำกิริยานิพพาเปยย คือทำให้ทองที่หลอมร้อนนั่นน่ะเย็น, แล้วเขาก็ทำเป็นรูปพรรณอย่างนั้นอย่างนี้ได้ตามความประสงค์ นี่คำว่า นิพพาน มันแปลว่า เย็น หรือทำให้เย็น มันไม่ได้แปลว่า ตาย. นี่เรารู้ความหมายของคำว่าเย็นนี้ มันมีได้ทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ. มีคำบาลีใช้กับการทำให้หมดพิษร้าย เช่นว่า สัตว์ป่าจับมาจากในป่า เช่นควายป่า ช้างป่า อะไรป่านี่ มันดุร้ายเหลือประมาณ อันตรายเหลือประมาณ; เขาเอามาเข้าคอกเข้าที่ บังคับฝึกหัดไปจนสัตว์เหล่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว จนช้างป่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว ทำอะไรก็ได้; อย่างนี้ก็เรียกว่า มันนิพพานเหมือนกัน มันหมดจากไฟคือไอ้ความป่าเถื่อนของมันแล้ว. นี่แม้กับสัตว์เดรัจฉาน. ทีนี้ถ้าว่ามันเย็นทางจิตใจ มันก็ตั้งต้นๆ มาแต่ว่า อะไรทำให้ความอยากความหิว ความอยากน่ะ หยุดเย็นลงไป ก็เรียกว่า นิพพาน. ก่อนแต่พุทธกาลเขาก็เอาคำว่า นิพพานไปใช้กับเรื่องทางกามารมณ์นี่ เพราะว่า กามารมณ์นี้ ถ้าเกิดขึ้นแล้วมันร้อนเป็นไฟยิ่งกว่าไฟ ถ้าทำให้มันระงับไปมันก็ได้ความสุขสบายตามนั้น; ก็เลยเรียกกามารมณ์ว่าเป็นพระนิพพานกันอยู่ในคนบางพวก. ทีนี้คนบางพวกเห็นสูงไปกว่านั้น โอ้, นั่นมันเรื่องต่ำมาก ก็มาเห็นว่า ไอ้เรื่องกามนี่มันเป็นไฟร้อนเสียเอง มันต้องมีอะไรมาดับมัน; ก็ทำจิตให้เป็นสมาธิ ประเภทรูปฌานในเบื้องต้นก่อน รูปฌานที่เป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานนี่, พอทำปฐมฌานได้ก็ละกามนั้นเสียได้ ละอกุศลเสียได้ มันก็เย็น. ไอ้คนที่แรกพบครั้งแรกนี้ก็เอาปฐมฌานนั้นน่ะเป็นนิพพาน เอาสิ, ละไฟคือกามเสียได้, ต่อมาก็รู้จักทำให้สูงขึ้นไปละเอียดขึ้นไปก็เป็นรูปฌานที่สูงขึ้นไป ก็ดับไฟนั้นได้ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไปและก็พอใจๆ นี่เอาเรื่องรูปฌานเป็นนิพพาน เขามีอยู่ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง. ทีนี้ต่อมาปฏิบัติสูงขึ้นไปว่า ไอ้หลงในรูปฌานนี้มันก็เป็นไฟ ไฟชนิดหนึ่ง เรียกเป็นไฟที่เกือบจะมองไม่เห็นตัว ก็ปฏิบัติได้ขึ้นไปถึงอรูปฌาน พระพุทธเจ้า (ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) เมื่อเสด็จไปศึกษาในสำนักอาจารย์ต่างๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก็เข้าไปศึกษาในสำนักอาจารย์ต่างๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก็เข้าไปศึกษาในสำนักของอุททกดาบส เขาบอกว่านี่เป็นนิพพาน. พระพุทธองค์ว่าไม่ๆ ๆ ๆ ไม่พอ ไม่รับหรือไม่ยอมรับแล้วก็ลาออกไปศึกษาของพระองค์เอง จนในที่สุดก็พบว่า การทำให้กิเลสหมด ความสิ้นกิเลส นั้นน่ะเป็นนิพพาน, ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นั่นแหละ คือ นิพพาน; แล้วก็ไม่มีใครหานิพพานให้ดีกว่านั้นได้ มันก็ยุติลงเพียงเท่านั้น คือความสิ้นไปแห่งกิเลสไม่มีไฟแห่งกิเลสเผาลนแต่ประการใด เป็นนิพพานที่สมบูรณ์. แต่แล้วในที่สุดความหมายของนิพพาน ก็มิได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปทางไหน นอกจากหมายความอยู่อย่างเดียวไปตามเดิมว่า เย็น - เย็น - เย็น เย็นชนิดไหนก็เป็นนิพพานชนิดนั้น เย็นเท่าไรก็เป็นนิพพานเท่านั้น เย็นเมื่อใดก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น; มันจึงเรียกว่าเป็นสันทิฎฐิโก คือรู้จักประจักษ์ชัดอยู่ในใจ, มันเป็นอกาลิโก คือ ไม่จำกัดเวลา มันไม่มีกิเลสเมื่อใด มันก็เย็นเมื่อนั้น มันไม่จำกัดเวลา, แล้วก็เอหิปัสสิโก เรียกมาให้ดูได้ มันมีอยู่ มีอยู่อย่างนี้ เอหิปัสสิโก, และ โอปนยิโก เป็นสิ่งที่ควรมีควรน้อมเข้ามาให้มีอยู่ในตนเป็นอย่างยิ่ง นี่ถ้าพระนิพพานหมายถึงพระธรรมอย่างหนึ่ง, จะใช้คำตามภาษาบาลีนะ ตามภาษาบาลีซึ่งมันมีรูปศัพท์เปลี่ยนไปตามลิงค์ว่า สันทิฎฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก นี่; แต่ถ้าใช้ศัพท์คำว่า นิพพาน นิพพานัง มันก็เปลี่ยนเป็น สันทิฏฐิกัง อกาลิกัง เอหิปัสสิกัง โอปนยิกัง. ไอ้ อังหรือโอ นี่ไม่สำคัญล่ะ ไอ้ความหมายมันคงเดิมแหละว่า เป็นสิ่งที่ต้องรู้สึกอยู่ในใจ, เป็นสิ่งที่ไม่จำกัดเวลา ไม่ขึ้นกันอยู่กับเวลา หรือฤดูกาล หรือดินฟ้าอากาศ, แล้วมันก็มีอยู่ชนิดที่เรียกมาดูได้ เรียกมาดูได้ว่ามีความเย็นอย่างนี้ๆ, แล้วเป็นสิ่งที่เลิศประเสริฐที่สุดที่ควรจะนำเข้ามาให้มีอยู่ในตน; นั่นเรียกว่า นิพพาน หมายความว่า เย็น - เย็น - เย็น. เมื่อใดไม่มีกิเลสเกิดอยู่ในใจ มันเย็นชนิดหนึ่งซึ่งมันไม่ต้องกินน้ำแข็ง; เอาน้ำแข็งมากิน มันก็ได้ความเย็นชนิดที่อำนาจของน้ำแข็ง; แต่ถ้ามันไม่ร้อน ถ้ามันไม่ร้อน ไม่ร้อนจนไม่ต้องกินน้ำแข็งน่ะ มันก็เย็นอีกชนิดหนึ่งซึ่งดีกว่า แน่นอนกว่า สนิทกว่า คือมันไม่กระวนกระวาย. เพราะเอาเย็นชนิดที่ไม่มีไฟน่ะ เอาเย็นชนิดที่มันไม่มีของร้อนเป็นความหมายของนิพพาน เมื่อไม่มีกิเลสปรากฏอยู่ในจิตและภาวะแห่งจิตในเวลานั้น ก็เป็นจิตที่สัมผัสอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน คือความเย็นที่ปราศจากความร้อน. คนเรามันไม่รู้จัก มันรู้จักแต่ไอ้ความเย็นที่หลอกๆ จะต้องกินน้ำแข็งบ้าง จะต้องเอาพัดลมมาพัดบ้าง นี่มันเป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น ถ้าเป็นเรื่องทางจิตแล้ว มันไม่ได้ทำได้ด้วยการใช้พัดลมหรือด้วยการกินน้ำแข็ง มันเป็นเรื่องที่ต้องมี เพราะว่ากิเลสมันไม่มี เอาล่ะ พูดเสียตั้งยืดยาว ก็เพื่อจะให้เข้าใจเพียงข้อเดียวเท่านั้นแหละว่า นิพพานแปลว่าเย็น ไม่ได้แปลว่าตาย และไม่ได้จำกัดอยู่ที่ว่า ความตายของพระอรหันต์; ถ้าความตายของพระอรหันต์เป็นนิพพาน ความตายของคนเหล่าอื่นมันก็จะไม่ใช่และมันก็เหลือน้อยเกินไป แต่ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้นโดยเด็ดขาด มันไม่ใช่ความตาย แต่มันเป็นความเย็น ถ้าจะเรียกว่าความตาย มันเป็นความตายของความร้อน ความร้อนตายไม่ใช่คนตาย ถ้าความร้อนตายมันก็มีสิ่งตรงกันข้ามคือความเย็น นี่ ขอให้มีความเย็น เพราะว่า ไม่มีความร้อน. จำกันง่ายๆ ว่า มันเย็นเพราะว่ามันไม่มีความร้อน, ความร้อนมันไม่เกิด หรือว่าเกิดแล้วมันถูกกระทำให้ดับลงไปก็ได้ทั้งสองอย่างแหละ ถ้าความร้อนคือกิเลสมันดับลง มันก็มีความเย็นเป็นนิพพาน เมื่อใดไม่มีความร้อน ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นมันก็อยู่ด้วยความเย็น มีความเย็นอกเย็นใจ ใครไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็ดูจะยังเป็นเด็กมาก ไม่รู้จักคำว่าความเย็นอกเย็นใจ ถ้ารู้จักคำว่าเย็นอกเย็นใจ ก็หมายความเขาเริ่มรู้ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน และคงจะพอใจในความปรารถนาความต้องการเพื่อจะอยู่ด้วยความเย็นอกเย็นใจ เย็นอกเย็นใจตามธรรมดาสามัญของบุคคลทั่วไปนี้ มีคำเรียกอีกคำหนึ่งว่า นิพพุติ, นิพพุติ ก็แปลว่า ความเย็น , ความดับเย็นเหมือนกัน; แต่เอามาใช้ในระดับศีลธรรม ความเย็นในระดับศีลธรรมทั่วๆ ไป เรียกว่า นิพพุติ มีความหมายที่เย็นอกเย็นใจในระดับของชาวบ้านทั่วไป. แต่ก็ดูให้ดีเถิดว่า จะเย็นอกเย็นใจไม่ได้หรอก ถ้ามันมีกิเลสรบกวน ดังนั้น มันก็หมายถึงว่า ความที่กิเลสมันไม่รบกวนในระดับหนึ่งของชาวบ้านทั่วๆ ไป. เมื่อพระเขาบอกอานิสงค์ของศีลทุกคราวที่มีคนรับศีล ก็จะบอกว่า สีเลน สุคตึ ยนฺติ สีเลน โภคสมฺปทา สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย - ไปสุคติเพราะศีล สมบูรณ์ด้วยโภคะเพราะศีล ถึงนิพพุติเพราะศีล น่ะ มันสูงกว่าได้ทรัพย์สมบัติหรือสูงกว่าสุคติเสียอีกว่า นิพพุติน่ะหมายถึงเย็น; เราได้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่า นิพพุติๆ ก็ไม่รู้ว่าอะไร; นั้นแหละคือพระนิพพานในระดับศีลธรรมทั่วๆไป ในระดับวัฒนธรรมทั่วๆไป ก็ได้ เป็นคำพูดที่ใช้กันมากในพุทธกาล พบข้อความในอรรถกถาหรือปกรณ์พิเศษอะไรนี่ มีอยู่ว่า หญิงสาวศากยะองค์หนึ่ง เมื่อได้เห็นพระสิทธัตถะเดินเข้ามาในที่ประชุมประกวดผู้หญิง หญิงสาวศากยะผู้นั้นก็ร้องออกมาว่า "บุรุษนี้เป็นลูกของมารดาคนใด มารดานั้นก็นิพพุตา คือเย็นเป็นลูกของบิดาคนใด บิดาของเขาก็เป็นนิพพุโต คือเย็น เป็นภัสดาสามีของหญิงใด หญิงนั้นก็นิพพุตา คือ เย็น" เป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่ใช้กันอยู่ และก็มีความหมายเป็นที่รู้กันดีว่า เย็นอะไร เย็นอะไร, เย็นอกเย็นใจไม่มีพิษร้าย ไม่มีโทษอะไรเกิดขึ้น; คือ เป็นนิพพานกลางบ้าน นิพพานสำหรับคนทั่วไป เป็นระดับของศีลธรรมหรือวัฒนธรรมที่สูงเต็มที่. ขอให้เรารู้จักนิพพานชนิดนี้กันไว้บ้าง ว่าเป็นที่ปรารถนาเป็นที่ต้องการของบุคคลผู้เจริญแล้ว เจริญด้วยวิชาความรู้ เจริญด้วยวัฒนธรรมและศีลธรรม คือเขาต้องการความเย็นชนิดนี้ ถ้าเราเป็นบุคคลที่มีศีลธรรมมีวัฒนธรรม เราก็ต้องรู้จักนิพพานชนิดนี้ เป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า มีนิพพานระดับหนึ่ง สำหรับคนทุกคน ทุกคนไม่ยกเว้นใครสักคนเดียว ต้องการอย่างนี้ และก็มีได้อย่างนี้ ในส่วนลึกต่อ เมื่อใดไม่มีไฟคือกิเลส เมื่อนั้นก็เย็น. ทีนี้เราก็มาพิจารณาดูต่อไปว่า กิเลสมันเกิดอยู่ตลอดเวลาไหม? เดี๋ยวนี้มีกิเลสไหม? ถ้ากิเลสมันเกิดอยู่ตลอดเวลา ราคะ โทสะ โมหะ เผาผลาญอยู่ตลอดเวลาไม่เว้นว่างเลยน่ะ คนมันอยู่ได้ไหม? ถ้าไม่บ้าก็ตาย ถ้าไม่ตายก็บ้า ถ้ากิเลสมันเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา. เพราะโดยเนื้อแท้กิเลสไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งคืนหนึ่งในเวลาที่กิเลสเกิดนั้นน่ะกลับมีน้อยกว่าที่กิเลสไม่เกิด, คิดดูให้ดีนะ คิดดูให้ดี เวลาที่กิเลสไม่แผดเผาหัวใจ มันมีมากกว่าเวลาที่กิเลสแผดเผาหัวใจ; ถ้ากิเลสแผดเผาหัวใจมากกว่าธรรมดา มันก็บ้า, ถ้ากิเลสแผดเผาหัวใจอยู่ตลอดเวลามันก็ตายล่ะ มันไม่ได้มานั่งอยู่อย่างนี้. เพราะฉะนั้นดูให้ดีว่า ไอ้ความที่ไม่มีกิเลสแผดเผาหัวใจนั้น มันก็มีอยู่เป็นพื้นฐาน สำหรับให้เราไม่บ้า ให้เราไม่ตาย เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายทุกคนเป็นบ้าไหม? ถ้าไม่เป็นบ้า มันก็เพราะมันมีเวลาที่มันว่างจากกิเลส รักษาไว้อย่างเพียง และมันก็จะไม่ตาย ถ้าตายก็ไม่ต้องมาพูดกัน เดี๋ยวนี้มันไม่ตาย เพราะว่ากิเลสมันไม่ได้แผดเผาอยู่ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงนั่นน่ะยังมีเวลาที่แผดเผาไม่เท่าไร บางทีจะไม่ถึงชั่วโมงกระมังรวมๆ กันแล้ว; นี่มันจึงยังรอดอยู่ได้. เหมือนกับว่าต้นไม้นี่ ถ้าเอาไฟลนอยู่ตลอดเวลามันก็ตาย, ถ้าไฟมันลนบางเวลาและเป็นส่วนน้อย มันก็ไม่ตาย มันก็ไม่ตาย มันยังอยู่ได้ด้วยเวลาที่ไม่มีไฟมันลน. คนทุกคนรอดตายอยู่ได้ ก็เพราะมีเวลาที่มันว่างจากไฟคือกิเลส; ถ้าว่ากิเลสเกิดอยู่ตลอดเวลา มันนอนไม่หลับดอก มันนอนไม่หลับ มันตายแล้ว; เดี๋ยวนี้มันยังมีเวลานอนหลับและสบาย รุ่งขึ้นก็สบาย. หรือว่าเมื่ออยู่ธรรมดาๆ มันไม่ได้นอนหลับนี่ มันก็มีเวลาที่ปกติ ไม่กลัดกลุ้มเพราะไฟ มากกว่าเวลาที่มันกลัดกลุ้ม. ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ไอ้ความเย็นเพราะไม่มีไฟเผานั่นน่ะมันมีอยู่ และมันเป็นเครื่องช่วยหล่อเลี้ยงไว้ไม่ให้คนเป็นบ้าหรือตาย เราก็เลยอยู่ได้และไม่ตาย เพราะมีพระนิพพานชนิดนี้หล่อเลี้ยงไว้. ทุกคนหรือไม่? ขอให้ดูให้ดีว่าทุกคนหรือไม่ ถ้าทุกคนไม่ตาย ไม่เป็นบ้า ก็ต้องมีอันนี้หล่อเลี้ยงไว้ ถ้าบางคนเป็นบ้าก็เพราะว่ามันมีไฟกิเลสนี่ห่อหุ้มเผาลนมากเกินไป มันก็ต้องเป็นบ้า ด้วยไฟโมหะ หรือไฟอะไรก็สุดแท้. เดี๋ยวนี้ไม่เป็นบ้าและไม่ตายกันอยู่โดยทั่วๆ ไป เพราะว่าความเย็นแห่งพระนิพพาน ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี หล่อเลี้ยงเอาไว้. ทำไมไม่ขอบคุณพระนิพพานที่หล่อเลี้ยงไว้อย่างนี้? ทำไมจึงเป็นสัตว์ที่เนรคุณต่อพระนิพพานเกินไป คือไม่รู้จักหรือไม่สนใจเอาเสียเลย? ขอให้รู้จักพระนิพพานชนิดนี้ไว้บ้าง และขอบคุณๆ, เมื่อขอบคุณก็จะต้องหล่อเลี้ยงไว้ หล่อเลี้ยงไว้ให้มีความเย็นอยู่ตลอดเวลา และเย็นยิ่งๆ ยิ่งๆ ขึ้นไปจนกว่าจะเย็นถึงที่สุดเหมือนกับพระอรหันต์ หรือเป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง ความเย็นมีอยู่เป็นพื้นฐาน ชีวิตนี้มันก็ต้องการความเย็นชนิดนี้หล่อเลี้ยงไว้ เราจึงแสวงหาความเย็น รู้จักแสวงหาความเย็นอยู่โดยสัญชาตญาณ; สัญชาตญาณเป็นความรู้สึกที่เกิดอยู่เอง เกิดได้เอง มันก็รู้จักแสวงหาความเย็นเอง เช่น ความหิว มันเป็นความร้อน มันก็ต้องการจะระงับความหิว มันก็หาอาหารกิน มันก็รู้จักระงับความหิว ทารกมันก็รู้จักดูดนม ไม่ต้องมีใครสอน เพราะสัญชาตญาณที่ต้องการจะระงับความหิว ไม่โง่ไกว่านั้นเป็นยุง, ยุงมันก็รู้จักดูดเลือด รู้จักดูดเลือดคนเพื่อจะบรรเทาความหิวคือความร้อน จนตัวมันตาย จนคนตบมันตาย; มันมีสันชาตญาณที่จะกำจัดความหิว หรือความร้อน ให้ความหิวนั้นมันระงับไป นี่โดยสัญชาตญาณมันก็ต้องการอยู่อย่างนี้ มันต้องการความเย็น มันต้องการความหยุดแห่งความหิวหรือความร้อน กล่าวได้เลยว่า สัญชาตญาณมันต้องการที่จะหยุดความหิวหรือหยุดความร้อน มันจึงแสวงหากัน กระทำทุกๆ อย่างเพื่อจะหยุดเสียซึ่งความหิว และความร้อน; อย่างนี้เป็นของทุกคนหรือหาไม่? ดังคำพูดว่า "พระนิพพานของทุกคน" นี่ ควรจะถูกโห่หรือไม่? นิพพานของทุกคน ใครพูดขึ้นมานี้ควรจะโห่ให้หรือไม่? ถ้ามันโห่ก็เรียกว่ามันยังไม่รู้ มันยังโง่อยู่ มันโง่เอง มันไม่รู้ว่า นิพพานนั้นมีได้สำหรับสิ่งที่มีชีวิต. เพราะถ้ามีชีวิตมันต้องหล่อเลี้ยงไว้ด้วยความเย็นชนิดนี้ คือความที่กิเลสไม่แผดเผา ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ ก็รู้เสียว่า มันมีการหล่อเลี้ยงไว้ด้วยความเย็นที่กิเลสไม่แผดเผา; จะเป็นคนนี้เห็นได้ง่าย แม้จะเป็นสัตว์ มันก็ยังต้องอยู่ในกฏเกณฑ์อันนี้. ถ้ากิเลสมันแผดเผา สัตว์นั้นมันก็ต้องตายเหมือนกันแหละ แต่ว่าสัตว์มันเกิดกิเลสได้ยาก เพราะมันโง่ มันคิดไม่เป็น มันจึงง่ายกว่าคนที่ว่ามันจะอยู่อย่างที่ไม่มีกิเลสแผดเผา อย่าอวดดีไปว่าคนมันจะดีกว่าสัตว์ไปเสียทุกอย่าง คนมันยังสู้สัตว์ไม่ได้ในบางแง่หรือบางอย่างนะ; แต่มันจะเหนือกว่าในทางอื่นโน้น. เป็นอ$ |