(๓)
เมื่อเราต้องการจะให้เป็นไปอย่างถูกต้อง
น่าชุ่มชื่นใจจริงๆ
ก็ควรที่จะถือพระรัตนตรัยด้วยการลืมตาดู
ค่อยๆ
ปอกเปลือกออกทิ้งเสียคราวละเล็กละน้อย
จนในที่สุดก็เข้าถึงเนื้อแท้ได้ตามลำดับๆ
เช่นเดียวกับการปอกมะพร้าว
ปอกเปลือกแข็งออก,
ปอกเปลือกอ่อน,
แล้วต่อยกะลาจนได้บริโภคเนื้อใน
หรือคั้นเอาน้ำกะทิออกมาได้ฉันนั้น.
ถ้าเรากำลังเกาะอยู่ที่เปลือกก็ต้องรู้ว่าเราเกาะ
เพื่อจะเจาะให้ทะลุเข้าไปข้างใน
ไม่ใช่ต้องการเปลือก
เช่นเดียวกับที่เราไหว้พระพุทธรูปนั้น
มิใช่เพื่อแลกกับการได้ไปสวรรค์
หรือขอให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่เราต้องการเป็นต้น,
ซึ่งเป็นเพียงการหลอกตัวเอง
ให้สบายใจด้วยการที่ได้ทำความเชื่อมั่นของตัวเองเท่านั้น.
นักสอนศาสนาบางคนสอนแต่ท่อนเดียวว่า
ความสบายใจเป็นบุญ
หรือบุญเป็นชื่อของความสบายใจ,
ไม่สอนเลยไปถึงว่า
เราควรคิดหรือเข้าใจอย่างไรต่อไป.
การได้สบายใจเพราะเพียงแต่ได้ไหว้พระพุทธรูปเช่นนั้น
ยังไม่ใช่ของแน่นอนหรือถึงที่สุด,
ถ้าเราเชื่อลัทธิอื่น
เราอาจไหว้สิ่งอื่นก็ได้
ซึ่งจะได้บุญ
หรือความสบายใจนั้นเท่าๆ
กัน.
แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้า
หรือพระรัตนตรัยจะให้แก่เรานั้น
สูงกว่านั้นมากนัก.
ถ้าเราดีใจเพราะยึดถือเอาที่เปลือกบุญที่ได้มันก็ยังเป็นชนิดทั้งเปลือก
เช่นเดียวกับที่ผลไม้ที่ยังปอกเปลือกออกไม่ได้,
มีความดีใจเพียงแต่ว่า
เรามี! เรามี!!
เท่านั้นเอง.
เราจะไหว้พระรัตนตรัย
หรือเข้าถึงตัวพระรัตนตรัยได้ในที่ทุกแห่ง
ไม่เฉพาะแต่ในโบสถ์.
แต่ที่เราทำเช่นนั้นไม่ได้ก็เพราะว่า
แม้ที่ชนิดที่ทั้งเปลือกเราก็ยังไม่อาจถือเอาได้อยู่นั่นเอง.
สมาชิกที่เดินไปโบสถ์เป็นแถวๆ
ก็เพราะเกรงกฏวัด
หรือกฏโรงเรียน.
ใครไม่ถูกไล่ออกจากวัด
จากโรงเรียน,
หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยังเกรงใจครูบาอาจารย์;
แม้ผู้ที่สมัครไป
สมัครไหว้ด้วยตนเอง
ส่วนมากก็เป็นเพราะความกลัวหรือความคิดสั้นๆ
ว่า
มันควรจะทำหรือจะต้องทำไปเท่านั้น,
แทนที่จะได้ความชุ่มชื่นใจอันแท้จริง
กลับได้มาเพียงเครื่องปลอบตัวเองว่า
เห็นจะไม่ตกนรกแน่แล้วเท่านั้น.
เราจะมองเห็นได้ชัดทีเดียวว่านั่นยังไม่เพียงพอ.
ยิ่งสำหรับบางหมู่บางคณะทำการไหว้พระสวดมนต์
เพียงเพื่อจดลงสำหรับรายงานผู้ใหญ่เพื่อหาความชอบขึ้นไปเป็นลำดับด้วยแล้ว
ก็ยิ่งจะห่างออกไปอีกมาก
เพราะทำเพียงเพื่อให้คนนอกสรรเสริญ
มีดีอยู่บ้างก็ที่ดีกว่าผู้ที่ไม่ทำเสียเลย
ทั้งโดยกายและโดยใจ.
แต่นั่นเป็นการเข้าถึงบ้างเพียงเปลือกชั้นนอกเท่านั้นเอง
เป็นอย่างมาก.
แท้จริง
เครื่องหมายแทนองค์พระรัตนตรัย
เช่นพระพุทธรูปเหล่านี้
ในเมื่อเราทำถูกวิธี,
คือทำให้เป็นเหมือนเครื่องแวดล้อมข้างนอก
ที่จะผลักเราเข้าสู่ภายในเรื่อยไปไม่รู้จักหยุดหย่อนแล้ว
ก็จะเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวง,
คือเราจะถึงพระรัตนตรัยจริงๆ
เมื่อเราเหลือบเห็นพระพุทธรูป
เราจะต้องมีความรู้สึกว่า
ความดีที่สุด
ก็คือการทำตนให้อิสระเหนือความทุกข์
เหมือนบุคคลผู้เป็นเจ้าของอนุสาวรีย์อันนี้
(คือพระพุทธเจ้า),
และว่า
อนุสาวรีย์เองเป็นพยานเครื่องยืนยันว่า
การทำเช่นนั้น
ไม่นอกเหนือไปจากวิสัยมนุษย์จะพึงทำได้
เพราะพระพุทธรูปนี้
คือรูปคนๆ
เรานี่เอง.
พระพุทธรูปนี้มีไว้สำหรับเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนผู้พบเห็นให้รู้สึกว่า
วิธีที่มนุษย์จะชนะความทุกข์ทนหม่นหมองนั้น
มีอยู่แน่ๆ
คล้ายๆ
กับว่าพระพุทธรูปนั้น
มีวิญญาณของพระพุทธเจ้าสิงอยู่ในนั้น
เพื่อคอยเตือนเราว่า
"เจ้าจงทำตามอย่างที่เราทำมาแล้วเถิด"
ความจำหมายในเรื่องความเข้าใจโดยอนุมานหรือเปรียบเทียบ,
หรือเคยรู้เคยชิมมาจริงๆ
ในรสแห่งพระธรรม
คือความชุ่มชื่นเยือกเย็นแห่งใจนั้น
ควรจะเรียกมาสู่ความรู้สึก
หรือซ้อมความจำนั้นให้แจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งขึ้น
ทุกคราวที่เราสบตาต่อพระพุทธรูป,
คนที่เป็นบ้าเพราะตื่นตกใจกลัวอะไรบางอย่าง
ถ้าจะมีใครคอยเอาภาพหรือสิ่งที่น่ากลัวนั้น
คอยติดหรือขู่ให้เห็นอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเหลือบตาไปทางใดแล้ว,
ก็มีแต่จะทำให้เขาบ้าหนักขึ้น
หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่รู้จักหายบ้า;
ก็เมื่อฝ่ายชั่วยังเป็นได้ถึงเช่นนั้นแล้ว
ทำไมพระพุทธรูปซึ่งมีอยู่ทั่วไปจะไม่ช่วยให้ความรู้สึกที่ดีงาม
อันมีอยู่บ้างแล้วในใจเรานั้นลุกกระพือยิ่งขึ้นไปได้เล่า,
หรืออย่างน้อยจะไม่ช่วยพยุงเราไว้ให้อยู่ในระดับนั้นเสมอ.
เมื่อเรารู้สึกตัวว่าเราดีขึ้นแล้ว
หรืออย่างน้อยที่สุด
เราไม่ได้เลวลงดังนี้,
นั่นแหละ
คือบุญหรือความชื่นใจอันได้จากการไหว้พระพุทธรูปแทนองค์พระพุทธเจ้า,
และเป็นบุญอันแท้จริง.
ไม่ต้องปรารภหรือเกี่ยวเนื่องกับคนนอก
เราก็ทำของเราเองได้.
ดวงจิตของเราเท่านั้น
ที่สามารถชำแรกตัวเองเข้าไปจนถึงองค์พระรัตนตรัย
โดยผ่านทะลุทางพระพุทธรูปหรือตัววัตถุอันเป็นพุทธานุสาวรีย์อื่นๆ;
หรือโดยไม่ต้องผ่านอะไร
เพราะสร้างขึ้นในดวงใจของเราเอง
ไม่ว่าในสถานที่ไหนก็ได้.
ถ้าเราสามารถ,
เราอาจสร้างขึ้นได้
แม้ในโรงละคร.
สร้างตัวปัญญา
อันเป็นเครื่องช่วยกระชากเราออกมาเสีย
จากกองเพลิงแห่งทุกข์และกิเลส.
ดังกล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้
เราจะเห็นได้ว่า
การถึงพระรัตนตรัยนั้น
ก็คือการที่จิตของเราได้สัมผัสกันเข้ากับความแจ่มแจ้ง,
ความบริสุทธิ์สะอาด.
ความสุขที่เยือกเย็นเป็นธรรมชาติ
อันได้แก่ตัวพระธรรม
ซึ่งมีอยู่ในจิตของพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์
หรือที่ทำบุญให้กลายเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์ไปนั่นเอง.
ศิลปะอันนี้ไม่ยากสำหรับผู้ที่เคารพหรือซื่อตรงต่อตัวเอง,
(ไม่ต้องพูดถึงต่อประชาชน,
เพราะผู้ซื่อตรงต่อตนเอง,
ย่อมซื่อตรงต่อประชาชนเป็นธรรมดา)
แต่ยากยิ่งนักสำหรับผู้ที่ตรงกันข้าม;
เพราะฉะนั้น
เรากล่าวได้ว่าไม่ยาก
และทั้งไม่ง่ายด้วย.
ผู้ซื่อตรงต่อตนเอง
จะต้องทะลุเปลือกเข้าไปเป็นชั้นๆ
โดยเร็วเป็นแน่,
แม้จะเป็นชั้นอ่อนปัญญา
ก็ยังได้รับความชุ่มชื่นสบายใจชนิดที่สะอาดหมดจดแท้.
คนซื่อตรงแม้โง่
ก็พบความบริสุทธิ์เร็วกว่าคนคดโกง
แม้จะแสนฉลาดหาตัวจับไม่ค่อยได้,
ทางโลกคนฉลาดตบตาคนได้,
แต่ทางธรรม
คนฉลาดจะตบตาพระธรรมไม่ได้.
คนฉลาดทางโลกเช่นนี้
จะต้องอบตัวอยู่กับความสกปรก
จนกว่าจะเข็ดหลาบ
กลายเป็นคนซื่อตรงเสียก่อน
จึงจะเข้าถึงความบริสุทธิ์
หรือพระธรรมนั้นได้.
ขอท่านผู้อ่านทั้งหลาย
จงหาความซื่อตรงต่อตัวเองไว้เป็นทุนให้เต็มที่เถิด
อย่าคำนึงถึงว่า
ท่านเป็นผู้โง่เขลาอย่างไรเลย:
เพราะความสุขที่บริสุทธิ์นั้น
มีไว้สำหรับคนซื่อตรง,
ความซื่อตรงนั้นจะช่วยเป็นรอกแม่แรง
ดึงตัวท่านเข้าหาความบริสุทธิ์
ขยับเข้าไปทีละนิดๆ
โดยอาการที่ความชั่วร้ายจะมาจูงไปนอกทางไม่ได้
และข้อสำคัญอันหนึ่ง
ที่ท่านจะต้องเห็นอย่างแจ่มแจ้งอยู่เสมอนั้น
คือเราจะมุ่งเฉพาะความสุขที่บริสุทธิ์บริบูรณ์,
จะเป็นนักปราชญ์หรือไม่เป็น
เป็นผู้สามารถหรือไม่เป็น,
ใครจะเลื่อมใสหรือไม่เลื่อมใสนั้น
ไม่เป็นปัญหา
!
ขอท่านทั้งหลาย
จงชำระปัญหายุ่งยากอันเกี่ยวกับการถือพระรัตนตรัยดังว่ามานี้
ให้สะอาดหมดจด
หรือสะอาดหมดจดยิ่งขึ้นได้สมประสงค์โดยเร็วเถิด.
ข้าพเจ้าขอจบการบรรยายนี้ด้วยถ้อยคำซึ่งจะชักชวนให้ท่านพยายามยิ่งขึ้นทางกาย
วาจา ใจ
จนครบบริบูรณ์
ด้วยความบากบั่นมั่นคงแท้ทุกคน
คือคำว่า:-
พุทฺธํ
สรณํ คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องจูงใจ.
ธมฺมํ สรณํ
คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรมเป็นเครื่องจูงใจ.
สงฺฆํ สรณํ
คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์เป็นเครื่องจูงใจ.
เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า
ใครจะเป็นที่พึ่งให้แก่ใครไม่ได้,
แม้แต่พระตถาคตเอง.
ทุกคนต้องพึ่งตัวเอง,
เพราะตนเป็นที่พึ่งของตน
พระตถาคตเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้น
เป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น
!!!
๑๐
กันยายน ๒๔๗๙